มือถือยุคหน้าจะเป็นยังไง ไม่น่ารู้เท่ากระเป๋าตังค์เรายุคหน้าจะไฮเทคแค่ไหน

ถามแต่เรื่องไอทีที่จะไอทีกว่าเดิมได้ไงมันน่าเบื่อ แต่พอของที่มันไม่ไอทีแต่จะมีเทคโนโลยีนี่สิ น่ากลัว ซีเคยพูดไปแล้วครั้งนึงเกี่ยวกับเทคโนโลยี NFC ที่แปะมือถือแล้วจ่ายตังค์ได้ ตอนนี้มือถือหลายยี่ห้อได้ฝังเทคโนโลยี NFC เข้าไปเรียบร้อยค่ะ
ไม่ใช่ค่ายมือถือแต่ยิ่งใหญ่ อย่างพี่กูเกิล ก็เป็นกับเค้าด้วย ล่าสุดเปิดตัวแอพลิเคชันใหม่ชื่อ Google Wallet หรือกระเป๋าตังค์กูเกิล ที่ประเทศอเมริกา อีกก้าวที่น่าจ้องมองดีๆว่าจะรอดหรือร่วงกับเทคโนโลยีนี้ เพราะให้คุณเลือกพกได้ 1 อย่างระหว่างกระเป๋าตังค์ กับมือถือ ถ้าเป็นซีจะเลือกพกมือถือเพราะอย่างน้อยได้โทรหาคุณแม่ หรือโทรบอกเพื่อนมาจ่ายยังได้ ลืมเงินไม่เท่าไหร่แต่ขาดการติดต่อยุคนี้ทำงานลำบากแน่ๆค่ะ


สิ่งที่กูเกิลทำคือ เค้าพยามที่ใช้มือถือที่มีชิพ NFC แทนการพกบัตรเครดิตการ์ดหลายๆใบ  ได้ทดลองจริงจังแล้วที่นิวยอร์ค และซานฟรานซิสโก ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม จากพนักงานของกูเกิล 1,000 คน ร่วมมือกันระหว่างห้างสรรพสินค้าต่างๆ , บัตรมาสเตอร์การ์ด และ ค่ายมือถือ ตอนนี้สามารถทำได้เลยเพราะจุดรับจ่ายเงินระบบใหม่ผ่านมาสเตอร์การ์ดก็มีอยู่ 3 แสนจุดแล้ว  เค้าอ้างว่าใช้ชิพนี้มีปลอดภัยกับข้อมูลเรามาก และใบเสร็จก็อยู่ในเครื่องเรียบร้อย  ฟังดูจะทำรายรับรายได้สะดวกดีเหมือนกันค่ะ


เป้าหมายของกูเกิลคือการบอกลากระเป๋าตังค์ตัวเองซะ แล้วมาพกแค่มือถือก็พอ บริษัทพยามเข้าตลาดยุโรปปี 2012 และแอบหวังว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นเป้าหมายตามมาติดๆด้วย  จริงๆเทคโนโลยีนี้ คือเรื่องเก่าเอามาเล่าใหม่ คือบัตร 1 ใบ มี 1 รหัส และบัตรใบ 10 รหัส ก็มีคนทำได้ตั้งนานแล้ว แต่ไม่เวิร์คเพราะคนใช้บัตรจัดการลำบาก รูดกระจายแต่ไม่รู้ยอดใช้เท่าไหร่ แต่ถ้าบัตร 1 ใบ มี10 รหัสนั้นดันมีจอ อันนี้ไม่แน่ อาจเข้าท่าค่ะ เหมือนเครดิตการ์ดมีจอ หรือสมาร์ทโฟนที่เค้าเรียกกันนี่แหละค่ะ ทำได้สารพัดแต่งานนี้บอกไม่ได้ว่าจะเวิร์ครึเปล่า คือคอนเซ็ปต์เหมือนกันแต่ วิธีทำ ต่างกันไปตามสมัยว่างั้นเถอะ
เพื่อนๆอาจจะคิดว่ากูเกิลอยากจะกินตังค์จากร้านค้าเหมือนที่บริษัทบัตรเครดิตทำ แต่ไม่เลยค่ะ เค้าหวังรายได้จากค่าโฆษณาบนมือถือต่างหาก  เพื่อมาส่งเสริมการขายกันต่อไปค่ะ ส่วนทางตันที่มันจะไม่เวิร์คคือ คนต้องมีเครื่องอ่านแบบใหม่นี้แทนเครื่องรูดบัตรแบบเดิม อันนี้ดูเหมือนจะยากพอสมควร เพราะเป็นการเปลี่ยนนิสัยความคุ้นชินคน ถ้าทำได้คงใช้เวลาพอสมควรเลยค่ะ เอาเป็นว่ารู้ไว้ให้ทันไอทีบนโลกจะได้ปรับตัวทัน