ผู้บริโภคหลายคนที่ชอบฟังเพลงก็ไม่ได้ต้องการอยากได้เครื่องที่ลงแอพอะไรมากมาย ขอแค่เสียงดีๆเท่านั้นพอ ไอพอดจึงสามารถครองความนิยมในกลุ่มของเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาได้อย่างเหนียวแน่น

Benjamin Arnold นักวิเคราะห์จาก NPD research บอกกับ AppleInsider ว่า แอปเปิ้ลครองตลาดเครื่องเล่นเพลงแบบพกพาได้ถึง 72% ถึงแม้ว่ามูลค่าตลาดโดยรวมนั้นจะลดลง เนื่องจากโดนสมาร์ทโฟนที่ทำอะไรได้หลายอย่างในเครื่องเดียวมาแย่งไป ซึ่งปีที่ผ่านมาตลาดเครื่องเล่นเพลงดิจิตอลลดลงถึง 33 % เลยทีเดียว เมื่อต้นปี 2009 แอปเปิ้ลเริ่มรู้ว่าการเติบโตของไอโฟนจะต้องแลกด้วยธุรกิจเดิมอย่างไอพอด ยิ่งไอโฟนออกรุ่นใหม่มากเท่าไหร่ก็ยิ่งกินตลาดของไอพอดมากเท่านั้น

ไอโฟน 5c เปลี่ยนฝาหลังเป็นโพลีคาร์บอเนต ส่วนไอโฟน 5S เพิ่มชิพ M7 ในการช่วยเก็บข้อมูลในขณะที่ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมต่างๆซึ่งดึงดูดกลุ่มคนที่ออกกำลังกายที่กำลังมองหาอุปกรณ์ตัวใหม่  แต่ไอพอดเองก็มีจุดเด่นต่างจากไอโฟน นั่นก็คือขนาดที่เล็กและเบากว่า อย่าง ไอพอดนาโนหนักแค่หนึ่งในสามของไอโฟนเท่านั้น แถมขนาดยังเล็กลงถึงครึ่งนึง ราคาก็ถูกกว่าเวลาเสียหรือเกิดอุบัติเหตุก็จ่ายเงินซ่อมน้อยกว่า ตลาดกลุ่มคนออกกำลังกายถือเป็นฐานของตลาดเครื่องเล่นเพลงดิจิตอล จากการเติบโตของตลาดหูฟังที่ออกแบบสำหรับการออกกำลังกาย แม้แต่ผู้ผลิตหูฟังระดับ high-end อย่าง Bose ยังออกหูฟังสำหรับเจาะกลุ่มคนเล่นกีฬา ก็เป็นสัญญาณที่บอกว่า ตลาดนี้มีชีวิตชีวาและใหญ่พอที่ไอพอดและไอโฟนจะทรอดแทรกเข้าไปได้

ไอพอดคลาสสิคนั้นไม่มีการอัพเดทมาตั้งแต่ 2009 แต่การเติบโตของกลุ่มคนฟังเพลงคุณภาพสูงก็อาจจะทำให้มันกลับฟื้นคืนชีพใหม่อีกครั้ง ไฟล์เพลงประเภท Lossless คุณภาพสูงมักจะพื้นที่มากกว่าไฟล์ MP3- หรือ AAC ยกตัวอย่างเช่น Lossless codec สำหรับแปลงไฟล์ของแอปเปิ้ล จะแปลงไฟล์ออกมาขนาดใหญ่กว่า MP3 ถึง 4-5 เท่า ถ้าลองริปไฟล์ AAC จะได้ไฟล์ประมาณ 7 เม็ก ส่วน Lossless จะได้ไฟล์เกือบ 30 เม็ก

ซึ่งไอพอดคลาสสิค 160 gb มีความจุมากกว่าไอโฟน 64 gb เกือบสามเท่าซึ่งก็เป็นไปได้ว่าแอปเปิ้ลอาจจะเพิ่มความจุไอโฟนเป็น 128 gb ในอนาคต แต่อย่าลืมนะว่าพื้นที่นี้ต้องแบ่งไปเก็บแอพ เพลง รูปภาพ และเอกสารอื่นๆอีก

VIA Appleinsider