รูปแบบธุรกิจขายไอเดียที่ผู้ประกอบการมานำเสนอเพื่อให้คนที่สนใจร่วมลงขันสนับสนุนเพื่อใช้ในการพัฒนาแล้วผลิตออกมาขายจริง ดูเหมือนว่าจะไปได้สวยทีเดียว

kickstarter

หนึ่งในเว็บยอดนิยมก็คือ Kickstarter ที่ให้กำเนิดของเจ๋งๆมากมามาย อย่างเช่น นาฬิกาอัจฉริยะ Pebble, Oculus Rift จอแบบสวมทั้งศีรษะที่ไปร่วมโชว์ตัวในงาน CES ปีนี้ด้วย รวมถึงภาพยนตร์ “Veronica Mars” ที่จะออกฉายในเร็วๆนี้โดยไม่ง้อนายทุน

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ทางเว็บ Kickstarter ก็ได้ประกาศความสำเร็จ ด้วยยอดเงินสมทบทุนเกินกว่า 1,000 ล้านดอลล่าร์ภายในระยะเวลา 5 ปีนับตั้งแต่เปิดตัวมา ซึ่งเงินเกินครึ่งเป็นเงินที่มีคนบริจาคในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่เว็บนี้ถูกแฮคไปเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน

จำนวนตัวเลขมหาศาลนี้บอกอะไรกับเรา? คนยังให้ความสำคัญกับไอเดียและนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งตอนนี้มีโปรเจคบน Kickstster 57,000 โปรเจค ครอบคลุมทั้งภาพยนตร์ หนังสือการ์ตูน แก๊ดเจ็ดและวิดีโอเกม มีคนร่วมสมทุนมากกว่า 5.7 ล้านคนจาก 224 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในอเมริกา ($663 ล้านดอล่าร์) อังกฤษ ($54 ล้านดอลล่าร์) และแคนาดา ($45 ล้านดอลล่าร์) ทั้งหมดนี้มาถือว่าเดินทางมาไกลมากจากจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2009 ที่มีผู้ใช้ช่วงแรกแค่  40 คน มีเงินสนับสนุน $1,084 จาก 7 โปรเจค

140303152658-kickstarter-story-top

 

ใครที่มีไอเดียแต่ขาดเงินทุนก็มาหาจากที่นี่ได้ โดยคุณจะต้องลงรายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่คุณต้องการขาย กำหนดช่วงเวลาปิดรับเงิน จำนวนเงินที่ต้องการ และสิ่งที่ผู้สนับสนุนจะได้รับเมื่อร่วมสมทบทุน โดย Kickstarter จะคิดค่าบริการ 5% จากโปรเจคที่ประสบความสำเร็จได้เงินตามเป้าเท่านั้น ส่วนคนบริจาคจะถูกเรียกเก็บเงินหลังจากคนบริจาคถึงเป้าแล้ว จะไม่มีการเรียกเก็บก่อนค่ะ

ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือวันธรรมดาจะมีคนลงเงินมากกว่าวันหยุด ส่วนวันพุธเป็นวันที่มีคนลงเงินเยอะที่สุด ส่วนคู่แข่งของ Kickstarter ก็เริ่มเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น Indiegogo, RocketHub และ Crowdrise

VIA CNN