บล็อกเชน (Blockchain) หนึ่งคำศัพท์ด้านเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น และเชื่อว่าเป็นคำที่หลายคนคุ้นเคยกันอยู่แล้วในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา โดยจะเห็นได้ถึงการตื่นตัวของหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ เอกชน และธุรกิจ ในการนำเอาเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามาใช้เพื่อการปรับตัวให้อยู่รอด

ถ้าใครจำกันได้ เมื่อ 2 ปีก่อนการปรับตัวของภาคธนาคารที่นับว่าเป็นหน่วยงานแรกที่อาจจะโดนเทคโนโลยีบล็อกเชน Disrupt ก็ได้ปรับตัวกันอย่างรุนแรง โดยเฉพาะกระแสการลดค่าธรรมเนียมของภาคการเงิน ครั้งนั้นถือว่าเป็นการปรับตัวครั้งต้นๆ ของวงการธนาคารเลยก็ว่าได้

วันนี้เราจะพาทุกคนมาทำความรู้จักว่า “บล็อกเชน” ไขข้อสงสัยกันอีกครั้งว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร แล้วทำไมมันถึงมีผลกับชีวิตของเรา แล้วถ้าเราไม่ตามขบวนรถเทคโนโลยีตัวนี้ เราจะพลาดอะไรไปบ้าง

บล็อกเชนคืออะไร

บล็อกเชน คือ เทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยในการบันทึกและติดตามข้อมูลต่างๆ แบบสาธารณะหรือเปิดเผย โดยจะมีผู้คอยตรวจสอบข้อมูลนั้นๆ ได้หลายคน และข้อมูลต่างๆ ที่ถูกบันทึกบนระบบบล็อกเชนจะไม่สามารถถูกแก้ไขได้ 

ภาพจำหลายคนเข้าใจว่าบล็อกเชน = บิทคอยน์ (Bitcoin) เพราะเริ่มต้นเรารู้จัก Bitcoin หรือเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ชื่อดังที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนอยู่เบื้องหลัง 

โดย Bitcoin ถูกสร้างเพื่อให้เป็นสกุลเงินสากลที่ไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของประเทศใดประเทศหนึ่ง หรือเหล่าบรรดาธนาคารกลางใดๆ หวังใช้แก้ไขปัญหาวิกฤตการเงินที่เคยเกิดขึ้นจากธนาคาร เพราะกลุ่มผู้สร้าง เขามองว่าธนาคารล้มเหลว และ Bitcoin ก็นับว่าเป็นสกุลเงินแรกของโลกที่ถูกเรียกว่าคริปโตเคอเรนซี่ จับต้องไม่ได้ สร้างขึ้นด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ มีเทคโนโลยีเบื้องหลังอย่าง บล็อกเชนเป็นตัวขับเคลื่อน 

คุณสมบัติของบล็อกเชน
1 ติดตามและบันทึกข้อมูลได้
2 บล็อกเชน (Blockchain) สร้างความน่าเชื่อถือได้และไม่สามารถแก้ไขได้
3 การตัดตัวกลางทิ้งไปและลดค่าใช้จ่าย

บล็อกเชนถูกใช้แล้วในหลายอุตสาหกรรม

ปัจจุบันต้องยอมรับนะคะว่ามีหลายอุตสาหกรรมเลยทีเดียวที่นำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจไม่ว่าจะเป็นภาคการเงิน วงการอสังหาริมทรัพย์ หรือแม้แต่วงการเกม อีสปอร์ต 

ก็เรียกได้ว่าเป็นเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่ต้องบอกว่า ณ ปัจจุบันมีหลายๆ หน่วยงานให้ความสนใจและเข้าไปศึกษาอย่างจริงจังแหละ หรือแม้แต่ช่วงที่ผ่านมากรณีที่เฟซบุ๊กก็เปิดตัวเหรียญคริปโตเคอเรนซี่ของตัวเองจนเป็นกระแสโครมคราม รวมไปถึงทาง Apple Pay ที่ก็เหมือนจะให้ความสนใจกับเทคโนโลยีนี้แต่หลักๆ เขาก็เน้นไปที่ความสำคัญของการใช้งานที่ผู้บริโภคจำเป็นจริงๆ  

ส่วนประเทศไทยเอง ถ้าจำกันได้ ก็มีบริษัท องค์กร และธุรกิจหลายๆ แห่งที่เอาเทคโนโลยีตัวนี้มาใช้งาน ยกตัวอย่างอสังหาริมทรัพย์ อย่างโครงการของแสนสิริที่ดึงบล็อกเชนมาใช้ในการจ่ายไฟจากแผงโซล่าเซลล์ หรือ วงการกีฬาที่นำบล็อกเชนมาใช้เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการระดมทุนและแก้ปัญหา พร้อมยังช่วยเปิดโอกาสให้แก่นักกีฬาหน้าใหม่ได้เดินตามความฝันและประสบความสำเร็จบนเส้นทางนักกีฬาอาชีพ 

ส่วนภาคการเงินในบ้านเรา ไม่ต้องพูดถึง เขาได้เดินหน้าปรับตัวอย่างต่อเนื่อง ในการนำเทคโนโลยีตัวนี้เขามาช่วยงานในภาคธุรกิจ อ้อ! หรือแม้แต่แวดวงการลงทุน เขาก็เอาเทคโนโลยีตัวนี้มาร่วมด้วยเหมือนกันนะ

เอาเป็นว่าแม้ตอนนี้กระแสในประเทศไทยจะเงียบๆ อยู่ แต่ก็มีคนบอกเสมอว่า นี่คือเทคโนโลยีที่จะมาเปลี่ยนแปลงโลก แต่แล้วเขาจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน องค์กรที่เอามาใช้จะพาไปมุมใด จะส่งผลต่อผู้ใช้งานอย่างเราๆ แบบใด คงต้องให้เวลาเขาหน่อยแล้วกันนะคะ

ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Pixabay