ส่องอนาคตสองล้อไฮเทค ที่ล้ำสุดๆ ขับเองได้ทั้งมอเตอร์ไซค์ จักรยาน ไม่ต้องกลัวล้ม พร้อมใส่สารพัดเทคโนโลยี ที่ช่วยให้ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

หลังจากที่เราเห็นความก้าวหน้าของรถยนต์ไร้คนขับที่พัฒนาไปไวมาก หลายประเทศก็เริ่มนำมาให้บริการเป็นแท็กซี่ไร้คนขับแล้วไม่ว่าจะสหรัฐหรือจีน ทำให้หลายคนเริ่มสงสัยว่าทำไมเรายังเห็นยานพาหนะสองล้ออย่างจักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ไร้คนขับออกมาน้อยมากๆ

การพัฒนาจักรยานและมอเตอร์ไซค์สองล้อนั้นทำได้ยากกว่า เพราะความที่ตัวถังค่อนข้างเล็ก สิ่งสำคัญคือการรักษาการทรงตัวไม่ให้ล้มเวลาที่ไม่มีคนขับ ต่างจากรถยนต์ที่มี 4 ล้อ ขับยังไงก็ไม่ล้ม แถมรถยนต์พัฒนาได้เร็วกว่ามาก เพราะตัวถังมีพื้นที่เยอะ จะติดกล้องและเซนเซอร์รอบคัน เยอะแค่ไหนก็ทำได้ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็มีหลายๆบริษัทที่พยายามพัฒนาสองล้อขับเองได้ ลองไปดูว่าตอนนี้พัฒนาไปถึงไหนแล้ว

จักรยานขับเองได้ 

เริ่มจากฝั่งจักรยานก่อน คลิปแรกที่น่าจะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้หลายคนก็คือ Google เนเธอร์แลนด์เมื่อปี 2018 ที่ได้โพสต์คลิปลงบนออนไลน์  ว่าเตรียมในช่วงฤดูใบไม้ผลินี้ ทาง Google จะเปิดตัวจักรยานไร้คนขับในอัมสเตอร์ดัม 

ที่เลือกเปิดตัวที่นี่เพราะ อัมสเตอร์ดัม  ขึ้นแท่นเมืองแห่งการปั่นจักรยานชั้นนำของโลก เพราะชาวดัตช์นั้นขี่จักรยานคนละเกือบ 900 กิโลเมตรต่อปีต่อคน หรือคิดเป็นกว่า 15 พันล้านกิโลเมตรต่อปี  การที่จักรยานที่ขับเคลื่อนด้วยตนเองช่วยให้ชาวเมืองอัมสเตอร์ดัมสามารถนำทางไปในเมืองได้อย่างปลอดภัย และส่งเสริมความมุ่งมั่นของ Google ที่จะปรับปรุงการสัญจรในเมืองด้วยเทคโนโลยี Google เนเธอร์แลนด์มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ทีมงานชาวดัตช์ได้ทำงานเกี่ยวกับนวัตกรรมนี้ ซึ่งจะมีผลกระทบอย่างมากในประเทศบ้านเกิดของตน

แต่สุดท้ายก็มีเฉลยออกมาว่า คลิปนี้เป็นคลิปสนุกๆที่ทำขึ้นในโอกาส April Fools Day ไม่ได้มีการพัฒนาออกมาจริง ทำให้คนต่างก็ผิดหวังไปตามๆกัน 

แต่หลังจากนั้นอีกแค่ 2 ปี จักรยานไร้คนขับก็กลายเป็นจริงขึ้นมาไม่รู้ได้แรงบันดาลใจจาก Google รึเปล่า คันนี้มีชื่อว่า Autonomous Bicycle Project ซึ่งเป็นโครงการของ MIT ที่ต้องการเปลี่ยนวิธีการเดินทางในเมือง แปลงโฉมจักรยานแบบ Ride-sharing ให้เป็นเป็นบริการเรียกใช้แบบ On-demand มารับถึงที่แบบเดียวกับ Grab หรือ Uber เพื่อใช้เดินทางไปยังระบบขนส่งสาธารณะ ลดการใช้รถยนต์ในระยะยาว เราสามารถขี่ได้เหมือนจักรยานทั่วไป เมื่อใช้เสร็จก็จอดทิ้งไว้ รอลูกค้าคนต่อไปเรียกใช้บริการ

โจทย์หลักในการพัฒนาจักรยานไร้คนขับคือ การทรงตัว ทีมงานก็เลยออกแบบล้อหลังใหม่ให้เป็นสองล้อคู่กันกางออกมาได้ เวลาที่ใช้งานโหมดไร้คนขับล้อหลังก็จะกางออกมาเป็นรถ 3 ล้อทำให้ไม่ต้องกลัวล้ม เมื่อคนขึ้นขี่ล้อก็จะหดกลับเป็นจักรยานสองล้อตามปกติโดยใช้ระบบไฮดรอลิก

คันต้นแบบนั้นจะใช้รีโมทในการเรียกใช้งาน ส่วนเวอร์ชันถัดไปจะใช้ฮาร์ดแวร์และซอฟท์แวร์ ทำงานร่วมกันเพื่อให้ขับขี่อัตโนมัติได้โดยไม่ต้องใช้รีโมท แต่น่าเสียดายที่ดูเหมือนว่าโปรเจคนี้จะพัฒนาค้างไว้แค่ตัวต้นแบบ ยังไม่มีการพัฒนาต่อยอดเป็นเวอร์ชันใหม่ออกมา

ส่วนคันล่าสุดต้องบอกว่าเริ่มใกล้เคียงกับรถยนต์ไร้คนขับมากขึ้น จักรยานไร้คนขับคันนี้เป็นผลงานของ zhihui jun วิศวกรรของหัวเว่ย เผยโฉมเมื่อปี 2021 ซึ่งเขาชอบปั่นจักรยายและเคยเกิดอุบัติเหตุระหว่างขับขี่ เขาก็เลยตัดสินใจใช้เทคโนโลยีมาช่วยเพิ่มความปลอดภัย

เขาและทีมงานเลยติดตั้งติดตั้งระบบควบคุมอัตโนมัติพร้อมเครือข่ายเซ็นเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง กล้องพร้อมระบบจดจำภาพ รวมถึงเทคโนโลยี AI ทั้งหมดนี้ประมวผลผลชิปคอมพิวเตอร์  ascend 310 ของหัวเว่ย  ช่วยให้จักรยานสามารถรับรู้ คิดและตัดสินใจ ประเมินการควบคุมของจักรยานเพื่อให้สามารถขับขี่อัตโนมัติได้

ส่วนระบบการทรงตัวนั้นจะใช้โมดูลควบคุมที่ใช้โมเมนต์ตัมการหมุนของดิสก์ ซึ่งเป็นระบบเดียวกับที่ใช้กับดาวเทียมเทียมขนาดเล็กที่มีความแม่นยำสูงจะตรวจจับความเอียงและป้อนกลับ ข้อมูลไปยังโมดูลควบคุมทัศนคติเพื่อให้สามารถยืนได้ด้วยตัวเอง นอกจากนี้เขายังเพิ่มระบบหมุนล้อหลังด้วยมอเตอร์โดยตรงโดยไม่ต้องใช้เท้าปั่นเอง

ตอนนี้จักรยานผ่านการทดสอบการขับขี่อัตโนมัติเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องมารอดูกันต่อว่าโปรเจคนี้จะเดินหน้าต่อยังไง

ข้ามมาดูฝั่งมอเตอร์ไซค์กันบ้าง คันแรกที่ออกมาให้เห็นคือ  Honda ที่นำไปโชว์ตัวและให้ทดสอบจริงในงาน CES 2017 ในชื่อว่าเทคโนโลยี Riding Assist ซึ่งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีหุ่นยนต์ของฮอนด้าเพื่อสร้างรถจักรยานยนต์ที่ทรงตัวได้เอง ซึ่งช่วยลดโอกาสที่จะล้มลงได้อย่างมากในขณะที่รถจักรยานยนต์จอดอยู่ไม่ว่าจะมีคนขี่หรือไม่มีคนขี่ก็ตาม

การที่จะทำให้มอเตอร์ไซค์ตั้งตรงและทรงตัวได้นั้น ต้องมีอุปกรณ์ไจโรสโคปิกขนาดใหญ่และหนัก ซึ่งต้องเปิดทำงานเพื่อให้หมุนตลอดเวลาเพื่อรักษาการทรงตัว แต่ทาง Honda คิดต่างออกไปด้วยการนำระบบรักษาการทรงตัวแบบเดียวกับที่อยู่ในหุ่นยนต์ ASIMO มาใช้ 

มอเตอร์ไซค์จะทรงตัวได้เองเมื่อวิ่งในความเร็วต่ำ โดยฐานล้อจะยืดห่างออกทำให้มีความยาวง่ายต่อการทรงตัว แต่เมื่อใช้ความเร็วที่สูงขึ้นฐานล้อจะถูกดึงกลับเข้ามาสั้นลงทำให้สามารถควบคุมรถในการเลี้ยวทางแคบได้สะดวกง่าย 

ทางฮอนดามองว่า เทคโนโลยีช่วยขับขี่นั้นมีประโยชน์อย่างมากโดยเฉพาะการขี่ในเมืองที่ใช้ความเร็วต่ำ เช่น การสตาร์ทและหยุดในชั่วโมงเร่งด่วนหรือการจราจรติดขัดบ่อย อาจทำให้ ผู้ขับขี่อาจรู้สึกเมื่อยล้า หรือวันที่มีลมกรรโชกแรงๆระบบก็จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยทำให้ล้มได้ยากขึ้น

จากนั้นในปีต่อมาก็ถึงคิวของค่าย BMW เปิดตัวครั้งแรกในงาน BMW Motorrad Techday 2018 ด้วยการนำมอเตอร์ไซค์ BMW R 1200 GS มาติดตั้งระบบไร้คนขับเข้าไป  โดยรถต้นแบบคันนี้เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระ ทรงตัวเองได้ สามารถเร่ง เบรก เลี้ยว รวมถึงหยุดสนิท จอดนิ่งแบบเท่ๆ 

ซึ่งทางวิศวกรของ BMW Motorrad ได้ใช้เวลากว่า 3 ปีในการพัฒนาเทคโนโลยีไรคนขับสำหรับจักรยานยนต์ ด้วยระบบควบคุมสมดุลหรือระบบบาล้านซ์อัตโนมัติ รวมทั้งระบบดิจิทัลเน็คเวิร์คสำหรับสื่อสารระหว่างยานยนต์ด้วยกัน เพื่อรองรับระบบจัดการจราจรในอนาคต

ทางวิศวกรบีเอ็มดับเบิลยู ยืนยันว่า นี่ไม่ใช่การพัฒนาเพื่อนำรถแบบ Autonomous Motorbike ออกมาขาย แต่เป้าหมายหลักคือการศึกษาเทคโนโลยีเหล่านี้ เพื่อนำมาต่อยอดใช้งานกับรถในสายการผลิตจริง  เพื่ออำนวยความสะดวกและให้ความปลอดภัย รวมถึงช่วยลดความกดดัน หรือ ความตึงเครียดขณะขับขี่แก่บรรดาไบค์เกอร์ที่ชอบการเดินทางแบบสุดๆไปเลย

ส่วนคันที่ล้ำกว่าใคร คือ Yamaha MOTOROiD2 เปิดตัวเมื่อปีที่แล้ว ต่อยอดจาก MOTOROiD 2 ที่เคยนำมาโชว์ตัวเมื่อปี 2017

ดีไซน์ค่อนข้างล้ำเหมือนหลุดมาจากภาพยนตร์ไซไฟ ภายภาพรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าไร้คนขับแห่งอนาคต ที่ทางยามาฮ่าได้สร้างขึ้นมาเพื่อทำให้ทุกคนเห็นภาพว่า หากในอนาคตรถมอเตอร์ไซค์ที่เราใช้งานกัน มันสามารถขับเคลื่อนด้วยตนเองได้, ทรงตัวเองได้โดยไม่ต้องใช้ขาตั้งข้าง และสามารถจดจำเจ้าของได้ ราวกับมีชีวิต

ทั้งหมดนี้เป็นผลจากระบบควบคุม Active Mass Center ที่ยามาฮ่าพัฒนาขึ้น ด้วยการการตรวจจับทัศนคติของคนขับและการปรับสมดุลในตัวเองด้วยระบบอัตโนมัติ

ทำงานร่วมกับระบบ AI สามารถจดจำการตอบสนองของใบหน้ามนุษย์ได้ เพื่อตอบสนองกับหน้าและท่าทางของเจ้าของเพื่อให้ขับขี่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ส่วนคันที่เตรียมเปิดขายเชิงพาณิชย์ก็คือ Solo จากค่าย Ola Electric! ของอินเดีย ดีไซน์เหมือนสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าทั่วไปเลยค่ะ ซึ่งคลิปที่ปล่อยออกมานั้นตรงกับ 1 เมษายนที่ผ่านมาจนกลายเป็นไวรัล ทำให้หลายคนคิดว่าเป็น April fools Day หรือเปล่า  จนทางผู้บริหารต้องออกมายืนยันด้วยตัวเองว่าเป็นของจริง

Solo มาพร้อม QUICKIE.AI ที่พัฒนาขึ้นเอง สามารถตัดสินใจทางเลือกต่างๆได้ในเสี้ยววินาที 

เสริมการทำงานด้วยอัลกอริทึ่ม JU-Guard ซึ่งจะวิเคราะห์รูปแบบการขับขี่ หลุมบ่อ และสิ่งกีดขวางอื่น ๆ ส่งข้อมูลไปประมวผลโดยใช้ชิป LMAO 9000 วิเคราะห์สภาพแวดล้อมและการจราจรได้แบบ Realtime 

เราสามารถเรียกรถมารับได้ไม่ต้องเดินไปเอง ส่สนเบาะก็สามารถสั่นเตือนเพื่อบอกให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวา รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อคาดว่าจะเกิดเหตุอันตรายขึ้นมา เมื่อแบตเตอรี่เหลือน้อย มันจะมองหาจุดชาร์จที่ใกล้ที่สุด เพื่อวิ่งไปชาร์จแบตด้วยตัวเอง นอกจากนั้น AI ยังรองรับคำสั่งเสียงถึง 22 ภาษาช่วยให้สั่งงานสะดวกขึ้น รวมถึงมีระบบจดจำใบหน้าเจ้าของรถ  สำหรับคนที่สนใจตอนนี้ตัวรถยังเป็นแค่ต้นแบบ ยังไม่เปิดเผยราคาและวันวางจำหน่ายออกมา

ทั้งหมดนี้คือการฉายภาพในอนาคตว่า สองล้อจะพัฒนาไปในในทิศทางไหนบ้าง แล้วเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ได้อย่างไร ซีเชื่อว่าคนไทยก็มีไอเดียและฝีมือไม่แพ้ชาติอื่น หวังว่าเราน่าจะได้เห็น สองล้อไร้คนขับฝีมือคนไทยบ้าง ชอบคันไหนเมนต์บอกด้านล่าง อย่าลืมกดไลกื กดแชร์ กด Subscribe ด้านล่างด้วยนะ จะได้ไม่พลาดคลิปดีๆ