หลังจาก Apple เปิดตัว Apple Intelligence ทำให้ผู้ใช้หลายคนผิดหวังไปตามๆกัน เพราะการทำงานจะจำกัดบน iPhone 15 Pro หรือใหม่กว่าเท่านั้น ลองไปดูว่าเพราะอะไรทำไมรุ่นเก่าถึงใช้งานไม่ได้

Apple Intelligence คือ ความสามารถของ AI ที่อยู่ในระบบปฏิบัติการของ iPhone, Mac, และ iPad ที่จะเปิดให้ใช้งานในช่วงปลายปีนี้ มันมาช่วยยกระดับการทำงานของ Siri ให้ฉลาดขึ้น รวมถึงจัดการงานต่างๆ เช่น เขียนอีเมล สรุปเนื้อหาในเว็บ ถอดข้อความจากเสียง สร้างอีโมจิใหม่ และอีกหลายๆเรื่องให้ชีวิตเราสะดวกขึ้น แน่นอนว่ามันไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะหลายๆรายเอาไปใช้งานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ Apple ทำคือการใช้งานที่เข้าใจง่ายและใช้ประโยชน์ได้จริง

แต่การใช้งานนั้นจำเป็นต้องมี iPhone 15 Pro , iPhone 15 Pro Max หรือรุ่นที่ใหม่กว่า ส่วน iPhone 15 รุ่นธรรมดาไม่สามารถใช้งานได้ ส่วน Mac และ iPad เองก็ต้องเป็นรุ่นที่ใช้ชิปตระกูล M ถึงจะใช้งานได้ นั่นทำให้ผู้ใช้ต้องอัปเกรดเปลี่ยนเป็นอุปกรณ์เร็วขึ้นจากค่าเฉลี่ยการใช้งานเดิม

Apple Intelligence นั้นจะต่างออกไปจาก ChatGPT, Midjourney หรือแม้แต่ฟีเจอร์ Generative Fill ของ Adobe Photoshop ซึ่งงานต่างๆนั้นคอมพิวเตอร์ของเราแทบไม่ได้ประมวผล AI เลย แต่ใช้ประมวลผลผ่านเซิร์ฟเวอร์คลาวด์จากนั้น ส่งผลลัพธ์สุดท้ายไปยังโทรศัพท์หรือแล็ปท็อปของเรา แทบจะไม่มีสิ่งใดประมวลผลบนอุปกรณ์ที่ใช้งานอยู่เลยซึ่ง Apple Intelligence จะพยายามเปลี่ยนแปลงสิ่งนี้

Apple ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้

ทาง Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟท์แวร์ของ Apple บอกว่า “คุณไม่ควรต้องมอบรายละเอียดทั้งหมดในชีวิตของคุณเพื่อจัดเก็บและวิเคราะห์ในระบบคลาวด์ AI ของใครบางคน

รากฐานสำคัญของระบบอัจฉริยะส่วนบุคคล คือ การประมวลผลในอุปกรณ์ เราผสานระบบนี้ไว้ใน iPhone, iPad และ Mac อย่างลึกซึ้ง รวมถึงแอปของคุณ ดังนั้นจึงรับรู้ข้อมูลส่วนบุคคลของคุณโดยไม่ต้องรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของคุณ”

กลยุทธ์หลักของ Apple คือ การประมวลผลในอุปกรณ์ ซึ่ง Apple ไม่ใช่รายแรกที่ใช้วิธีนี้ ทาง Copilot+ ของ Microsoft ก็ใช้กลยุทธ์แบบเดียวกัน โดยประมวลผลในแล็ปท็อป ซึ่งใช้ฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบเพื่อประมวลผลในอุปกรณ์โดยเฉพาะ

NPU

NPU หรือ “neural processing unit.” คือ หัวใจสำคัญในชิปที่เพิ่มเติมจาก CPU และ GPU หน้าที่หลักประมวลผล AI สามารถประมวลผลหลายคำสั่งได้ในเวลาเดียวกันโดยใช้พลังงานให้น้อยที่สุด ทาง Apple ได้เริ่มใส่ NPU มาตั้งแต่ iPhone 8, iPhone 8 Plus และ iPhone X เพื่อทำงานด้าน AI ซึ่งเรียกในชื่อว่า Machine Learning มาเป็นเวลาหลายปี ซึ่ง Apple Intelligence ก็ไม่ได้ต่างกัน เพียงแค่ความสามารถนั้นมากขึ้นกว่าเดิม

อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ RAM ที่ทำให้ไอโฟนรุ่นเก่าๆไม่สามารถใช้งาน Apple Intelligence ได้ แม้ชิปจะรองรับการทำงานของ AI ก็ตาม จากข้อมูลของ Geekbench benchmarking พบว่า iPhone 14 นั้นมี NPU แรงกกว่า MacBook M1 ซะอีก แต่ iPhone 14 นั้นมี RAM แค่ 6 GB เท่านั้น แต่ iPhone 15 Pro ที่ใช้งาน Apple Intelligence ได้นั้นจะมี RAM 8 GB

นั่นหมายความว่า RAM นั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการประมวลผล AI ในอุปกรณ์ เพราะเราต้องเก็บโมเดล AI บนอุปกรณ์ใน RAM หรือ vRAM ซึ่งเทียบเท่ากับการ์ดกราฟฟิก แม้แต่ไดรฟ์ SSD ที่เร็วที่สุดก็ยังไม่เร็วพอสำหรับงาน AI อย่าง SSD ของ PlayStation 5 นั้นรับส่งข้อมูล 5,000 MB ต่อวินาที แต่ RAM DDR5 นั้นจะมีแบนด์วิดท์สูงสุด 64 GB ต่อวินาที การ์ดที่เร็วที่สุดของ Nvidia ที่สร้างขึ้นสำหรับการเรียนรู้ของเครื่องและ AI คือ H200 มีแบนด์วิดท์ 4.8 TB ต่อวินาที ซึ่งสูงกว่าอัตราการถ่ายโอน SSD ของ PS5 เกือบ 1,000 เท่า

iPhone 15 Pro Max มี RAM 8 GB สามารถจ่าย RAM ได้ประมาณ 2 – 4 GB เพื่อใช้ประมวลผล AI โดย NPU ทำงานอยู่ที่ 35 TOPS ฟีเจอร์ที่ Apple Intelligence สามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้นั้นจะเป็นโมเดล AI ขนาดเล็ก ทำงานที่ค่อนข้างเรียบง่ายเช่น การให้คำแนะนำ, Memories ,การจดจำฉากในแอป Photos, คำแนะนำโดย Siri การจดจำเสียง และการถอดเสียง

สิ่งที่น่าสนใจคือ iPhone 16 รุ่นมาตรฐานนั้นจะสามารถใช้งาน Apple Intelligence ได้เหมือนรุ่นหรือไม่ เพราะฟีเจอร์ Apple Intelligence นั้นจะปล่อยให้ใช้งานอย่างเป็นทางการในเดือนกันยายนนี้

ที่มา https://www.wired.com/story/apple-intelligence-wont-work-on-100s-of-millions-of-iphones-but-maybe-it-could/