ColorOS 11

เมื่อปีที่แล้ว OPPO เราเพิ่งได้พบกับ ColorOS 7 ไป แต่มาปีนี้ OPPO เขาไม่เปิดตัว ColorOS 8 แต่กระโดดไปเป็นเวอร์ชัน 11 เลยทีเดียวเพื่อให้สอดคล้องกับ Android 11 ที่เขาพัฒนาต่อยอดมานั่นเอง โดยที่ปีนี้เขามาพร้อมคอนเซปต์ “Make Life Flow” เน้นช่วยชีวิตให้ลื่นไหลขึ้นนั่นเอง

ในระบบปฏิบัติการตัวใหม่ของ OPPO นี้มาพร้อมกับกับคอปเซต์ “Make Life Flow” ที่จะทำให้ชีวิตคุณง่ายและไร้รอยต่อมากขึ้นด้วยกัน 3 ส่วนคือ

  1. All Around Customization คือทุกอย่างจะสามารถปรับแต่งได้และแสดงออกถึงตัวตนของคุณ
  2. Seamless Experience คือการใช้งานอย่างไร้รอยต่อ
  3. Smoothness and More คือการใช้งานที่ไหลลื่นและทรงประสิทธิภาพมากขึ้น

จุดเด่นใน ColorOS 11

  • ปรับแต่ง Theme และ UI ให้บ่งบอกตัวตนได้
  • ปรับระดับ Dark Mode ได้ 3 ระดับ
  • Flex Drop ลากไฟล์ข้ามแอปได้อย่างลื่นไหล
  • มีแอปฯ Relax เสียงบรรยากาศเมืองและธรรมชาติชวนผ่อนคลาย
  • ส่งไฟล์หากันได้รวดเร็วด้วย Nearby Share
  • มี Private System แยกพื้นที่การใช้งานส่วนตัวและการทำงานอย่างชัดเจนโดยจะต้องเข้ารหัส

All-Around Customization

เพื่อให้เข้ากับคอนเซปต์หลักของระบบปฏิบัติการในปีนี้ทุกอย่างจะสามารถปรับแต่งเพื่อให้เข้ากับความเป็นคุณได้อย่างมากที่สุด ตั้งแต่ Customizable AOD หรือฟีเจอร์การปรับแต่ง Always-On Display ที่จะทำให้คุณแสดงตัวตนออกมาได้อย่างเฉพาะตัวมากขึ้น การเปลี่ยนฟอนต์ การเปลี่ยน Theme รวมถึง Widget ก็สามารถทำได้อย่างสบาย และที่สำคัญยังสามารถปรับระดับ Dark Mode ได้ถึง 3 ระดับอีกด้วยนะ

Customizable AOD

ปรับแต่ง Always-On Display ที่จะทำให้คุณแสดงตัวตนออกมาได้อย่างเฉพาะตัวมากขึ้น

ปรับแต่ง Dark Mode ได้ถึง 3 ระดับ

Flex Drop

ด้วยความสามารถนี้จะทำให้การใช้งานหน้าต่างของแต่ละแอปพลิเคชันยืดหยุ่นและสะดวกขึ้น ไม่ว่าจะลากไฟล์ไปใส่ในแอปพลิเคชันไหนก็ทำได้สบายมาก

 

OPPO+Google Lens

ระบบปฏิบัติการ ColorOS 11 นี้จะผนวกความสามารถของ Google Lens ในการใช้ AI อ่านข้อความและแปลภาษาได้อย่างง่ายดาย โดยที่เพียงแค่ใช้ 3 นิ้วลากบนข้อความในรูปที่ต้องการระบบก็จะแปลภาษาให้ทันที

OPPO Relax 2.0

แอปพลิเคชันที่มาพร้อมกับเสียง White-Noise บรรยากาศที่ชวนผ่อนคลายด้วยกันอย่างหลากหลาย ตั้งแต่เสียงธรรมชาติไปจนถึงเสียงของเมืองต่าง ๆ ถ้าใครอยากฟังเสียงเมืองกรุงเทพฯ ก็มีเหมือนกันนะ ใครที่อัประบบปฏิบัติการแล้วลองไปฟังได้เลย

Nearby Share

ด้วยฟีเจอร์ Nearby Share จะสามารถทำให้เราสามารถส่งไฟล์หาเครื่อง Android ด้วยกันได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

UI First

เทคโนโลยี UI First จะทำให้ศักยภาพของเครื่องที่ใช้ ColorOS ถูกรีดออกมาได้อย่างสุดยอดยิ่งขึ้นทั้งในเรื่องของแรม การตอบสนอง และความเสถียรของเฟรมเรต

Quantum Animation Engine 2.0

ซึ่งในส่วนของ UI การใช้งานจะมีแอนิเมชันที่ไหลลื่นขึ้น ทำให้การใช้งานสมูทไร้การสะดุดเลยล่ะ

Battery Optimization

ขั้นกว่าของโหมดประหยัดพลังงานก็คือ Super Power Saving Mode หรือโหมดประหยัดพลังงานแบบสุด ๆ นั่นเอง แม้เราจะเหลือแบตเตอรี่เพียง 5 % เมื่อใช้งานโหมดนี้ก็จะทำให้สามารถสแตนด์บายได้ยาวนานมากสุดถึง 12 ชั่วโมง หรือแชตส่งข้อความได้ต่อเนื่อง 1.5 ชั่วโมง และโทรศัพท์ได้นานถึง 1 ชั่วโมง

รวมถึงยังมีฟีเจอร์ Battery Guard เอาไว้ป้องกันแบตเตอรี่โทรศัพท์ของคุณในเวลากลางคืนด้วยสำหรับใครที่ชอบชาร์จโทรศัพท์ทิ้งไว้ตอนกลางคืน โดยที่ระบบจะคำนวณปริมาณการชาร์จให้พอเหมาะพอเจาะกับตอนที่เราตื่นพอดีเลยล่ะ

แถมยังมีโหมด Super Nighttime Standby ที่จะช่วยประหยัดพลังงานยามค่ำคืนให้แบตเตอรี่ลดลงเพียงแค่ 2% เท่านั้นใน 8 ชั่วโมง

Information Privacy

ยุคนี้ความปลอดภัยของข้อมูลต้องให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยที่อย่างแรกเมื่อเราลบแอปพลิเคชันใด ๆ ก็ตามไปโฟลเดอร์ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะถูกลบไปด้วย แล้วทาง OPPO ก็จะมีการจำกัดการเข้าถึงข้อมูลของแอปพลิเคชันต่าง ๆ ทั้งข้อมูลตัวระบบ ไมโครโฟน พิกัดสถานที่ รูป หรือรายชื่อก็จะต้องขออนุญาตก่อนเท่านั้น

Private System

นอกจากนี้ยังมี Private System ที่จะช่วยเราแยกระบบออกเป็น 2 ระบบทั้งงานและเรื่องส่วนตัวได้อย่างง่ายดายทั้งการใช้งานและข้อมูล โดยจะต้องเข้ารหัสหรือสแกนลายนิ้วมือเท่านั้นเพื่อที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้ได้

OPPO เริ่มปล่อยอัปเดตตั้งแต่วันนี้

อ้างอิง : OPPO