ซัมซุง ตอบรับเทรนด์การทำงานแบบไฮบริด (Hybrid Working) เปิดตัว Samsung Galaxy XCover 5 ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Rugged Device พร้อมโซลูชันตอบโจทย์ธุรกิจยุคดิจิทัล

ด้วยสถานการณ์โควิดทำให้หลายองค์กรธุรกิจปรับตัวสู่ Digital Transformation มากขึ้น หลายๆองค์กรเริ่มปรับการทำงานเป็นแบบไฮบริด (Hybrid Working) ทุกที่สามารถทำงานได้ไม่ว่าจะเป็นที่บ้าน ออฟฟิศหรือไซต์งาน

ดร.มารุต มณีสถิตย์ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กร ธุรกิจโทรคมนาคมและไอที บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า จากเทรนด์ด้านการทำงานที่เปลี่ยนไป ทำให้บริษัทหลายแห่งได้ปรับรูปแบบองค์กรเพื่อรองรับการทำงานแบบไฮบริดมากขึ้น โดยกว่า 50% ขององค์กรในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงการจัดสรรงบประมาณใหม่เพื่อลงทุนในโมบายดีไวซ์เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ตลาดกลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดดตั้งแต่ช่วงปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยจากผลการสำรวจของ IDC ในเอเชียแปซิฟิกคาดการณ์ว่าจำนวนพนักงานที่ทำงานแบบไฮบริดจะพุ่งสูงถึง 25% หลังจากที่การฉีดวัคซีนดำเนินการเสร็จสิ้น ซึ่งเทียบจากเดิมที่มีเพียง 19% เท่านั้น”

ในครึ่งปีแรกของปี 2564 กลุ่มธุรกิจลูกค้าองค์กรของซัมซุง ประเทศไทยยังคงครองความเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดด้วยยอดจำหน่ายที่เพิ่มขึ้นถึง 15% เมื่อเทียบกับปี 2563 โดยเมื่อแบ่งตามประเภทผลิตภัณฑ์จะพบว่ายอดจำหน่ายส่วนใหญ่มาจากกลุ่ม Rugged Device ที่เพิ่มขึ้นถึง 65%

โดยซัมซุงถือเป็นแบรนด์เดียวในประเทศไทยที่มีกลุ่มผลิตภัณฑ์สำหรับลูกค้าองค์กรที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งกลุ่มสมาร์ทโฟนระดับเริ่มต้น สมาร์ทโฟนระดับแฟลกชิป Rugged Device รวมถึงแท็บเล็ต ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ซัมซุงได้นำเสนอให้กับลูกค้านั้นได้รับการพิจารณาถึงความเหมาะสมเพื่อให้เข้ากับแต่ละรูปแบบธุรกิจ โดยสมาร์ทโฟนจะเหมาะกับลูกค้ากลุ่มธุรกิจองค์กร

ในขณะที่ Rugged Device ที่มีความโดดเด่นด้านความทนทาน จะพร้อมรองรับการทำงานของธุรกิจค้าปลีก (Retail) โดยเฉพาะในส่วนงานบริหารจัดการคลังสินค้า, ธุรกิจธนาคาร (Banking FSI)ธุรกิจบริการด้านสุขภาพ (Health Care) เช่น Wellness Center และ Telehealth, ธุรกิจขนส่ง (Logistics) และธุรกิจการศึกษา (Education) ดังนั้นด้วยจุดเด่นดังกล่าว ทำให้บริษัทคาดว่าจะสามารถพิชิตเป้าหมายการเติบโตที่ 20% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาได้สำเร็จ

ล่าสุดในปีนี้ ซัมซุงยังได้มีขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ด้วยการนำเสนอ Rugged Device รุ่นล่าสุดอย่าง Samsung Galaxy XCover 5 ที่พร้อมสำหรับการทำงานในทุกสภาพแวดล้อมตอบโจทย์การทำงานแบบไฮบริดได้เป็นอย่างดี จากมาตรฐานกันน้ำกันฝุ่น IP68 และ MIL-STD 810H ทำงานในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงหรือต่ำกว่าปกติ แถมรองรับการตกจากที่สูง 1.5 เมตรได้อย่างสบายๆ

มาพร้อมกับจอแสดงผลความละเอียด HD+ ขนาดใหญ่ 5.3 นิ้ว เพื่อการรับชมที่คมชัดในทุกรายละเอียด รวมถึงยังไวต่อการสัมผัส ทำให้ถึงแม้เปียกเหงื่อหรือสวมถุงมือก็ยังสามารถใช้งานได้อย่างสะดวก

ด้านข้างมาพร้อมปุ่ม XCover key สำหรับตั้งค่าได้ตามที่แต่ละผู้ใช้ต้องการ เช่น กดเพื่อเปิดแอปที่ใช้งานบ่อยๆ หรือ กดปุ่ม Push-to-talk เพื่อให้สื่อสารได้อย่างรวดเร็ว เป็นต้น นอกจากนี้ Samsung Galaxy XCover 5 ยังมาพร้อมกับแบตเตอรี่ความจุ 3,000 mAh ที่ถอดเปลี่ยนได้ ทำให้ทำงานได้อย่างต่อเนื่อง ชาร์จได้ผ่านพอร์ต USB-C รวมถึงรองรับแท่นชาร์จแบบ POGO ไม่ต้องเสียบสายให้ยุ่งยาก เพื่อให้ตอบสนองการใช้งานตลอดเวลา

ในส่วนของความปลอดภัยนั้น มาครบทั้งระดับฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จาก Samsung Knox เพื่อการปกป้องข้อมูลสำคัญจากมัลแวร์และการคุกคามที่เป็นอันตราย

ดร.มารุต กล่าวเพิ่มเติมว่า “อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของบริษัทฯ ทำให้ค้นพบว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ลูกค้ากลุ่มธุรกิจองค์กรหลายรายเริ่มค้นพบว่าการเตรียมความพร้อมแค่ในเรื่องสมาร์ทดีไวซ์ที่ดีอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ เพราะพวกเขายังต้องการดีไวซ์ที่มาพร้อมกับโซลูชันเพื่อให้สามารถใช้งานได้ในทันที ด้วยเหตุนี้ ซัมซุงจึงได้ส่ง Galaxy Enterprise Edition กลุ่มผลิตภัณฑ์สมาร์ทดีไวซ์ล่าสุดที่มาพร้อมบริการด้านโซลูชันแบบ ครบวงจรสำหรับลูกค้าภาคธุรกิจ ชูจุดเด่น ‘Total Solutions’ ด้วยนวัตกรรมระดับแนวหน้าที่ครอบคลุมตั้งแต่อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ การจัดการซอฟต์แวร์ ไปจนถึงแพลตฟอร์มรักษาความปลอดภัยระดับสูงสุด”

ความแตกต่างของ Galaxy Enterprise Edition

สมาร์ตโฟนในกลุ่ม Galaxy Enterprise Edition จะประกอบด้วย 3 รุ่นคือ  Galaxy XCover 5 ,Galaxy A32 และ Galaxy A52 ความแตกต่างจากรุ่นผู้ใช้ทั่วไปมี 3 เรื่องคือ

  • ได้รับอัปเดตความปลอดภัยต่อเนื่องนานถึง 5 ปี
  • ขยาย Product life cycle เป็นเวลา 2 ปี
  • มาพร้อม KNOX Suite ใช้งานได้ 1 ปี