วันนี้ทีมงาน Dailygizmo ได้รับเชิญให้มาเยี่ยมชมโรงงานของ Dyson ที่สิงคโปร์ ไม่น่าเชื่อนะค่ะว่าเป็นแหล่งผลิตเทคโนโลยีที่เป็นหัวใจสำคัญของผลิตภัณฑ์ไดสัน

Archie_Robot

โรงงานของไดสันนี้ตั้งอยู่ในย่าน West Park หรือย่านอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ ซึ่งที่นี่ถือว่ามีความสำคัญในการผลิตดิจิตอลมอเตอร์ ที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของไดสัน

pd

พูดถึงไดสันหลายคนอาจจะยังไม่รู้จักเพราะเพิ่งเข้ามาทำการตลาดในไทยได้ไม่นาน ซึ่งไดสันมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอังกฤษ มีชื่อเสียงมาจาก  Dyson Cool พัดลมไร้ใบพัดและเครื่องดูดฝุ่นไร้สาย ซึ่งไดสันเองมีวางขายในหลายประเทศทั่วโลก เป็นผู้นำในด้านเครื่องดูดฝุ่นทั้งในอังกฤษ, เยอรมัน, อเมริกาเหนือ รวมถึงญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวันและสิงคโปร์ ส่วนเมืองไทยเอง ไดสันเพิ่งเข้ามาทำตลาดในส่วนของ Dyson Cool และ Dyson Fluffy ได้ไม่นาน

ds

โรงงานแห่งนี้ถือว่ามีความทันสมัยอย่างมาก จนรัฐบาลสิงคโปร์ใช้เป็นโรงงานต้นแบบเพื่อโปรโมทด้านอุตสาหกรรมการผลิตเทคโนโลยี ดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาตั้งโรงงานผลิตในสิงคโปร์ เพราะโรงงานแห่งนี้ใช้แขนหุ่นยนต์กว่า 600 ตัวในสายการผลิตเกือบทั้งหมด โดยมีคนคอยควบคุมดูแลความเรียบร้อยเท่านั้น นอกจากนั้นโรงงานแห่งนี้ยังมีส่วนของของการวิจัย ที่เป็นแหล่งรวมตัวของทีมวิศวกรไฟฟ้าและนักวิจัยกว่า 500 ชีวิต ช่วยกันคิดค้นเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์อีกกว่า 100 ผลิตภัณฑ์ที่จะวางขายภายใน 4 ปีข้างหน้า

DSC_7345.jpg

ทุกๆ ผลิตภัณฑ์ของเขาได้ผ่านการกลั่นกรองความคิดและพัฒนาจากทีมวิศวกรจำนวนมากของบริษัทไดสัน ไดสันเกิดขึ้นได้จากไอเดียของเจมส์ ไดสัน ผู้ก่อตั้งบริษัท เขาเจอปัญหาถุงเก็บฝุ่นที่มีฝุ่นอุดเต็มไปหมด ทำให้การทำงานของเครื่องดูดฝุ่นแย่ลง เขาเริ่มผิดหวังกับเครื่องดูดฝุ่นที่มีใช้งานอยู่ทั่วไปและในที่สุดเขาได้รับแรงบันดาลใจหลังจากได้เห็นวิธีการแยกแบบไซโคลนของอุตสาหกรรมขนาดใหญ่อย่างโรงเลื่อยไม้ นี่จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยีไซโคลนที่เขานำมาใช้กับเครื่องดูดฝุ่นทุกๆตัว

หลังลองผิดลองถูก ทดลองกันอยู่นาน ในที่สุดเจมส์ ไดสัน ก็สามารถสร้างเครื่องดูดฝุ่นไร้ถุงเก็บฝุ่นเครื่องแรกของโลกได้ หรือที่รู้จักกันดี เครื่องดูดฝุ่น G-Force ซึ่งเป็นเครื่องดูดฝุ่นที่ขายดีที่สุดในประเทศอังกฤษ แถมได้รับรางวัลมากมาย 20 ปีต่อมา ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของไดสันได้วางจำหน่ายไปกว่า 72 ประเทศทั่วโลก และมีพนักงานเกือบ 5,000 คน โดยจากจำนวนพนักงานทั้งหมด 1 ใน 3 เป็นวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์

PR_RDD_12MX_CMYK.psd_preview

สิ่งที่ทำให้ไดสันประสบความสำเร็จก็คือ การให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆที่ตอบโจทย์การใช้งาน ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ที่คิดคนแรกแต่เมื่อทำแล้วต้องออกมาใช้งานได้ดีที่สุด เชื่อหรือไม่ค่ะว่า Dyson ทุ่มเงินสัปดาห์ละ 5 ล้านดอลล่าร์หรือ 180,000,000 บาทในการวิจัย/พัฒนาสินค้าของเขาให้ดียิ่งขึ้นรวมถึงดึงคนเก่งๆมาร่วมงานคิดนวัตกรรมใหม่ๆ

Digital Motor V6

โรงงานที่สิงคโปร์จะรับหน้าที่หลักในการผลิต Digital Motor V6 ที่ถือเป็นหัวใจของผลิตภัณฑ์ไดสัน จากนั้นค่อยส่งต่อไปประกอบเป็นสินค้าสำเร็จที่โรงงานแห่งอื่น ที่นี่มีกำลังผลิตถึง 11 ล้านตัวต่อปี จุดเด่นอยู่ที่ขนาดของมอเตอร์นั้นจะเล็กและเบากว่ามอเตอร์ทั่วไปถึง 3 เท่า แต่พลังงานในการหมุนนั้นแรงกว่ากันมาก ซึ่งหมุนด้วยความเร็ว 110,000 รอบต่อนาที เทียบแล้วเร็วกว่ารถฟอร์มูล่าวันถึง 5 เท่าหรือเร็วกว่าเครื่องยนต์เครื่องบินโบอิ้ง 747 ถึง 10 เท่า เรียกว่าสามารถดูดฝุ่นละอองและเชื้อโรคขนาดเล็กถึง 0.3 ไมครอนได้อย่างสบายๆ

crose

มอเตอร์ตัวนี้ใช้เวลาพัฒนาไม่ต่ำกว่า 10 ปีใช้ทีมงานกว่า 100 คนจนได้มอเตอร์ที่เล็กและเร็วที่สุดในโลกภายใต้สิทธิบัตรของไดสัน เห็นมอเตอร์ตัวเล็กๆแค่นี้แต่เชื่อมั้ยค่ะว่า การผลิตมีความซับซ้อนเป็นอย่างมาก ใช้หุ่นยนต์ 50 ตัว มีขั้นตอนการผลิต 13 ขั้นตอนในการประกอบชิ้นส่วนทั้งหมด 22 ชิ้น โดยแต่ละจุดจะทำให้สถานที่กึ่งปิดเพื่อป้องกันสิ่งปนเปื้อนต่างๆหลุดเข้าไปในสายการผลิต เพราะการผลิตมอเตอร์ความเร็วสูงจะเกิดข้อผิดพลาดไม่ได้เลยค่ะ

นอกจากนั้น ขั้นตอนการผลิตแต่ละส่วนจะแยกจากกันเพื่อป้องกันปัญหาสายการผลิตหยุด กรณีที่เกิดข้อผิดพลาดหลังจากผลิตเสร็จมอเตอร์ทุกตัวจะถูกนำไปยังห้องทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่าทำงานได้เต็มประสิทธิภาพโดยไม่มีข้อผิดพลาดเวลาใช้งานจริง

share

Dyson 360 Eye

มาเยี่ยมโรงงานทั้งที ทาง Dyson ได้เผยโฉมผลิตภัณฑ์ตัวล่าสุดนั่นก็คือ Dyson 360 Eye หุ่นยนต์ดูดฝุ่น ที่เคยเผยโฉมให้เห็นไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว มาวันนี้พร้อมวางจำหน่ายแล้ว แต่จะทดลองขายเฉพาะในญี่ปุ่นก่อน โดยจะวางขายที่ร้านเรือธงของ Dyson ที่ Omotesando ก่อนในวันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม ก่อนที่จะวางขายพร้อมกันทั่วญี่ปุ่นในวันจันทร์ที่ผ่านมา สนนราคาขายจะอยู่ที่ 138,000 เยนยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม เรียกว่าราคาสูงกว่าคู่แข่ง อย่าง Roomba 980 อยู่เกือบหนึ่งหมื่นบาท ส่วนประเทศอื่นๆจะเริ่มวางขายในปี 2016 ค่ะ

แน่นอนคะ Dyson 360 Eye อาจะออกช้ากว่าหุ่ยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์อื่นๆ แต่เหตุผลก็คือ เขาต้องการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อให้ได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้นานขึ้นถึงสองเท่า รวมถึงลดเสียงดังที่เกิดตอนทำงาน ประสิทธิภาพการทำงานที่ดีกว่าตัวอื่นๆ มาช้าแต่ชัวร์นะคะ

จุดเด่นของ 360 Eye คือกล้องรอบตัว 360 องศา ถ่ายภาพรอบตัวตลอดเวลาเพื่อนำไปใช้คำนวณในการเคลื่อนไหวไม่ให้ซ้ำจุดเดิม รูปแบบการเคลื่อนไหวของมันคือขยับออกมาจากแท่นที่ริมผนัง แล้วหาจุดศูนย์กลางของห้อง จากนั้นเคลื่อนที่เป็นก้นหอยโดยขยายวงรอบออกไปเรื่อยๆ เมื่อทำความสะอาดบริเวณนั้นหมดแล้วก็จะขยับไปสร้างวงใหม่ต่อไป เจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้สามารถหลบเลี่ยงขาโต๊ะหรือสัตว์เลี้ยงได้

DIM_8605

ที่สำคัญล้อที่อยู่ด้านล่างนั้นใช้เทคโนโลยีแบบเดียวกับตีนตะขาบของรถถัง แถมยังปรับองศาได้ ช่วยให้ มันมันสามารถเดินข้ามขอบประตูหรือวัตถุเตี้ยๆ ที่อยู่บนพื้นได้อีกด้วยโดยไม่สะดุด

ที่สำคัญคือ Dyson ได้ใส่ฟังก์ชั่นที่สามารถเชื่อมต่อซอฟต์แวร์ผ่านแอปพลิเคชันใน iOS หรือ Android เพื่อให้ผู้ใช้งานสั่งการได้จากสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นเวลาเปิดปิดหรือป้อนโปรแกรมการทำงานของมัน รวมถึงควบคุมบังคับเจ้าหุ่นยนต์นี้อย่างสะดวกสบาย หรือถ้ามีปัญหาขัดข้องอะไร มันก็จะแจ้งบนแอปให้อีกด้วยค่ะ

ไม่ใช่ใส่ใจเพียงแค่เจ้าหุ่นยนต์ แต่ไดสันเขาใส่ใจถึงกล่องบรรจุภัณฑ์หรือ Packaging ด้วย เขาคำนึงว่าถ้าเอาเจ้าหุ่นยนต์ตัวนี้ใส่กล่อง โดนกระแทกไปมามันจะเปิดเองอัตโนมัติไหม  เขาจึงทำการทดสอบด้านความแข็งแรงของกล่องหลายรอบมาก จนได้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้

เนื่องจากคนในสมัยนี้ต้องการสิ่งของที่มีขนาดเล็ก, น้ำหนักเบา, ไร้สาย แต่การทำงานดียิ่งขึ้น บริษัทไดสันจึงพยายามหาสิ่งที่แตกต่างและสร้างสรรค์ หรือพูดง่ายๆ คือหาทางออกใหม่ให้ปัญหาเดิมๆ เขาบอกเลยว่า นอกจากให้ความสนใจกับนวัตกรรมใหม่ๆแล้ว ความปลอดภัยและคุณภาพของสินค้าก็เป็นสิ่งที่เขาให้ความสนใจ ไม่ละเลยเช่นเดียวกัน อนาคตไดสันจะมีนวัตกรรมอะไรใหม่ๆให้เราได้ดูก็ต้องรอติดตามกันนะคะ