มาแล้วงานใหญ่ของฝั่งแอนดรอยด์ Google I/O 2018 ที่รวมเหล่านักพัฒนาจากทั่วโลก และนี่คือไฮไลต์เด็ดจากงาน Keynote เปิดตัวของงานปีนี้

AI

งานปีนี้มีนักพัฒนาจากทั่วโลกมาเข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 7,000 คน แน่นอนว่าดาวเด่นของปีนี้ก็คือ AI หรือ Machine Learning ที่เริ่มเข้าไปมีบทบาทในวงการต่างๆ เช่น วงการแพทย์ที่ช่วยให้พยากรณ์และะตรวจจับโรคต่างๆได้ดีขึ้น ในส่วนของคนพิการ ลองมาดูว่ามีอะไรน่าสนใจบ้างในปีนี้

Android P

Android P

ตามที่หลายคนคาดว่า Android P จะเป็นอีกหนึ่งไอไลต์เด่นของปีนี้ ซึ่งก็มีฟีเจอร์่าสนใจหลายอย่าง เริ่มตั้งแต่การเอามาช่วยแก้นิสัยติดมือถือซึ่งหลายคนหมดเวลาไปกับมือถือมากเกินพอดี ทาง Google ก็เลยเพิ่ม dashboard แสดงข้อมูลว่าคุณใช้เวลากับมือถือไปมากแค่ไหน รวมถึงเพิ่มระบบตั้งเวลา, ฟีเจอร์ Shush ที่เราเพียงแค่คว่ำหน้าจอมือถือลงกับโต๊ะก็จะเป็นการเปิดโหมด “Do Not Disturb” ปิดการแจ้งเตือนต่างๆทันที

ในส่วนของ AI ก็มีเรื่องน่าสนใจเยอะเหมือนกันนะ เริ่มจาก Adaptive Battery ที่เอาปัญญาประดิษฐ์มาช่วยจัดการแบตเตอตรี่คล้ายๆกับแนวคิดของ Huawei ที่เริ่มใส่มาใน Mate 10 ซึ่งฟีเจอร์ใหม่นี้ร่วมพัฒนากับ Deep Mind ออกแบบมาเพื่อให้ดึงไฟจากแบตเตอรี่เวลาที่คุณใช้แอปนั้นอยู่ ในขณะที่แอปนั้นทำงานอยู่เบื้องหลังก็จะสลับไปใช้ซีพียูคอร์ที่กินไฟน้อยแทน

ต่อมาคือ Adaptive Brightness ที่จะคอยเรียนรู้พฤติกรรมการปรับแสงสว่างหน้าจอของคุณ ตามสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน พอมันฉลาดแล้วก็จะปรับแสงสว่างให้อัตโนมัติ ไม่ต้องไปเสยเวลาตั้งค่าเองทุกครั้ง

สิ่งที่เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็คือ Android launcher ที่มีการออกแบบใหม่ โดยศึกษาจากการใช้ท่าทางในการสั่งงาน ถ้าเราลากนิ้วจากด้านล่างหน้าจอขึ้นด้านบนก็จะเป็นการเรียก recent apps ส่วน นั้น AI จะมาคอยให้แนะนำตามนิสัยการใช้งานของคุณ ซึ่ง Google เรียกว่า App Actions

ส่วนการเปลี่ยนแปลงย่อยๆก็มี การปรับปรุงเรื่องเสียงและการทำ screenshot นอกจากนั้นก็ยังมีฟีเจอร์ลับอื่นๆที่ต้องรอดูกันอีกที ส่วนใครที่อยากใช้งานก็ต้องรอช่วงปลายปี ฝั่งนักพัฒนานั้ก็สามารถโหลด Android Developer DP2 มาทดสอบใช้งานได้แล้วบนอุปกรณ์ Pixel ส่วนใครที่ใช้มือถือ Sony Xperia XZ2, Xiaomi Mi Mix 2S, Nokia 7 Plus, Oppo R15 Pro, Vivo X21, OnePlus 6 และ Essential PH‑1 ก็โหมดเวอร์ชั่นนักพัฒนามาทดสอบได้ ถือเป็นมิมิตรหมายอันดี

Google Assistant

ทางฝั่งผู้ช่วยอัจฉริยะก็มีการพัฒนาความสามารถและใส่ฟีเจอร์การใช้งานใหม่ๆมาหลายอย่าง เริ่มจากเสียงใหม่ที่ให้เลือกใช้ถึง 6 เสียงด้วยกัน มีทั้งเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย สามารถเพิ่มเสียง ไปได้ในวันนี้เลย ข้อดีก็คือ เราสามารถเลือกใช้งานได้ เหมาะกับบ้านที่มีสมาชิกหลายคน ตั้งให้แต่ละเสียง นอกจากนั้นยังได้นักร้องเพลงป็อปอย่าง John Legend มาลงเสียงให้ด้วยซึ่งจะเปิดให้โหลดในช่วงปลายครึ่งหลังของปีนี้

ฟีเจอร์ต่อมาคือ Custom Routines เพื่อให้ผู้ใช้เลือกตั้งค่าคำสั่งเรียกใช้เริ่มต้นได้ ไม่จำเป็นต้องเรียกด้วย OK Google แต่เปลี่ยนมาใช้คำที่เราพูดประจำได้ ในส่วนของการพูดคุยนั้นในการอัพเดทครั้งต่อไป AI จะคุยได้เป็นธรรมชาติขึ้น ไหลลื่นเหมือนเราคุยกับคนมากขึ้น คุยต่อได้แบบยาวๆโดยไม่จำเป็นต้องมาพูด “Hey Google” หรือ “OK Google” ทุกครั้ง

ทีเด็ดบนเวทีก็คือต่อไปเราอาจจะแยกไม่ออกว่าคุยกับคนหรือเอไออยู่ บนเวทีทาง Sundar Pichai ผู้บริหาของ Google ได้โชว์สั่งให้ Assistant โทรออกเพื่อจองโต๊ะร้านอาหารได้เหมือนเราโทรคุยกับร้านอาหารเอง เบื้องหลังของเทคโนโลยีก็คือ Google Duplex

อีกความสามารถที่พัฒนาขึ้นก็คือ  visual redesign ที่จะปล่อยให้ใช้ในปีนี้ เราสามารถใช้กล้องส่องเพื่อสั่งอาหารแบบรับเองที่ร้านหรือให้มาส่งโดยจะรองรับบางร้านที่เข้าร่วมก่อน นอกจากนั้นยังผสมผสานการทำงานกับ Google Maps ช่วยให้เราถามข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทางได้โดยไม่จำเป็นต้องออกจากหน้าแผนที่

เรื่องสุดท้ายก็คือ Google Assistant จะขยายการใช้งานเพิ่มขึ้นอีก 7 ประเทศ คือ เดนมาร์ก, เกาหลี, เม็กซิโก, เนเธอร์แลนด์, นอร์เวย์, สเปนและสวีเดน รวมถึงเปิดตัว Smart Displays ที่ได้พันธมิตรอย่าง JBL, Lenovo และ LG ที่จะเริ่มวางขายในช่วงเดือนกรกฎาคม ส่วนราคารอประกาศอีกที

Google Maps เพิ่มฟีเจอร์ใหม่

นอกจากการใส่ Google Assistant มาให้แล้ว Google Maps ก็มีการอัพเกรดความสามารถหลายอย่าง เช่น ทำงานร่วมกับกล้องเพื่อใช้งานเทคโนโลยี AR ในการช่วยนำทางและการโชว์ข้อมูลที่น่าสนใจ

ต่อมาคือ Visual Positioning System ที่เอากล้องมือถือและระบบหลังบ้านมาช่วยวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมเพื่อช่วยวิเคราะห์ว่าตอนนี้คุรอยู่จุดไหนได้แม่นยำขึ้น แทนที่จะพึงพา GPS อย่างเดียว นอกจากนั้นก็เอา AI มาช่วยให้คำแนะนำตามความสนใจของแต่ละคน เช่น แนะนำร้านอาหาร เป็นต้น

Google Photos

ในส่วนของ Google Photos ก็มีการเผยฟีเจอร์ใหม่หลายอย่าง รวมถึงเปิดให้แอปต่างๆเชื่อมต่อการใช้งานได้แล้ว แน่นอนว่า AI ยังคงมีบทบาทสำคัญในการใช้งานเพื่อให้สะดวกสบายและรวดเร็วยิ่งขึ้น เริ่มจาก AI จะมาช่วยแนะนำการแก้ไขภาพที่เราถ่ายมาได้โดยอาศัยข้อมูลจากสิ่งที่อยู่ในรูป จึงทำให้เราแต่งรูปได้เร็วขึ้นด้วยการกดไม่กี่ครั้ง  ต่อมาก็คือสามารถบอกว่าใครอยู่ในภาพบ้าง พร้อมให้คำแนะนำว่าจะให้ทำยังไงกับภาพต่อ แชร์ไปหาคนที่อยู่ในภาพมั้ย

นอกจากนั้น Google Photos เพิ่มความสามารถในการแสกนภาพและเอกสาร แปลงให้เป็นไฟล์ดิจิมัท เช่น เปลี่ยนรูปขาวดำให้เป็นภาพสี, ถ่ายภาพเอกสารให้กลายเป็นไฟล์ PDF พร้อมใช้  ทางฝั่งคนทำแอปก็สามารถเชื่อมต่อ Google Photos API ไปทำให้แอปของตัวเองฉลาดและง่ายขึ้นได้

ทั้งหมดนี้เป็นแค่ไฮไลตืเด่นๆที่น่าสนใจในปีนี้ แต่ก็ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจอยู่ เดี๋ยวซีจะรายงานเพิ่มเติมเรื่อยๆนะ

VIA Android Authority