WWDC 2020 ปีแรกของหลายสิ่ง ปีแรกของงานที่จัดผ่านจอ ปีแรกที่ใครๆก็เข้าชมได้ฟรี ปีแรกที่มีนักพัฒนาถึง 2 คนไทย ที่ได้รับทุนและ ปีแรกที่ ซีอดซื้อ “เสื้อยืดฝากแฟนเพจ”

งานนี้อาจจะไม่ “แมส”มากสำหรับ คนทั่วไป แต่สำหรับนักพัฒนาหรือ คอ Apple แนวหน้าทั้งหลาย ก็ตื่นเต้นทีเดียวล่ะค่ะ  ปกติแล้ว ไม่เน้นเปิดตัวอุปกรณ์แต่มักมี ของใหม่ๆมาอวดโฉมนิดๆหน่อยๆ พอจัดผ่านจอ “อุปกรณ์เปิดใหม่”ก็หมดหวัง แต่ที่หวังได้และไม่ผิดหวัง คือ “โฉมหน้าของ iOS14” และระบบปฏิบัติการในเครื่องเก่าที่เราใช้อยู่ ซึ่งพอทำให้จินตนาการถึงเครื่องรุ่นใหม่ได้พอหอมปากหอมคอ

แน่นอน แม้การไม่ได้บินไปสัมผัสจะน่าเสียดายอยู่มากในความเป็นนักข่าว และนักพัฒนาที่อุตส่าห์ได้ “ทุน Apple” แต่อดได้บินไปพบปะ “ตัวจริงเสียงจริง” ของ “นักพัฒนา” หรือ “ผู้บริหาร Apple”

iOS 14

iOS 14

น่าจะแมสที่สุดของการเปิดตัวรอบนี้ที่คนรอคอยมากที่สุด และต้องยอมรับว่า มีหลายฟีเจอร์เป็นฟีเจอร์คุ้นตาของสาวกแอนดรอยด์
แต่แม้อย่างนั้น จะมองอย่างเข้าข้างสักหน่อย ว่า Apple มักเจตนารังสรรค์ “ความเหมือนที่แตกต่าง” กันด้วย ”เป้าหมาย” แบบต้องวิเคราะห์กันไปยาวหน่อย

ไม่ว่าจะเป็นการกล้าเปลี่ยนหน้าตาจากที่มีมาโดยตลอดตั้งแต่ยุคบุกเบิกอย่าง “Widgets” คือการทำแอปให้มี “กล่องใหญ่” หรือ “เล็ก” ที่ผู้ใช้กำหนดได้ หรือการดึงเอาฟีเจอร์คุ้นตาอย่างการจัดระเบียบไฟล์แบบ “Stack” มาใช้กับ App Library


แต่ที่ซีโดนใจสุดคือ “สิริ” ที่เน้นการเป็น “ล่าม” อัจฉริยะ แน่นอนเคลมทุกปีเช่นเคยว่า สิรินั้นต้องฉลาดขึ้นแต่เอกลักษณ์ชัดคือ Apple เน้นฟีเจอร์การแปลภาษาหลายมิติ” ทั้งแปลเสียงผ่านสิริ แปลผ่านหน้าเบราว์เซอร์ และ แปลเป็นการ์ดบนจอให้อ่านเอาชัดๆ  ดูจากระยะแรก 11 ภาษาที่โลกนี้ ประชากรใช้กันมากอย่าง ภาษาอังกฤษ, จีน, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, สเปน, อิตาลี, ญี่ปุ่น, เกาหลี, อาหรับ, โปรตุเกสและรัสเซีย ก็พอเดาได้ว่า เจาะตลาดแมสเต็มสูบ และแน่นอนคาดว่า การันตีความใช้ง่าย บนระบบปฏิบัติการของแอปเปิ้ลก็อาจถูกใจสำหรับคนมีปัญหากำแพงภาษาก็ได้

ที่ซีชอบมากแต่ยังนึกประโยชน์ ณ จุดที่ต้องใช้จริงๆ ไม่ค่อยออกคือ ฟีเจอร์การใช้แอปแบบไม่ต้องโหลดแอป ที่ชื่อ “App Clips” จะว่าไปเรียกว่า “โหลดแอปแค่บางส่วน”น่าจะถูกต้องกว่า โดยใช้เทคโนโลยี NFC และ QR Code ในบางพิกัด เช่น ต้อง”จ่ายค่าที่จอด” ไม่ต้องโหลดแอปเต็ม แอปนั้นอาจเด้งเข้ามาเพื่อจ่ายเงินแล้วหายไป เพื่อความไว และคล่องตัวในการทำธุรกรรมให้แล้วเสร็จ

(อ่านเรื่อง iOS14 ที่เขียนไว้เต็มๆได้นะคะ…ลิงก์ นี้จ๊ะ)

iPADOS 14

รอบนี้ดูเปลี่ยนน้อย เน้น 2 แนวทาง
1. คนใช้ไอแพดเสมือนไอโฟนจอยักษ์ ดังนั้นอันไหนที่ดี ก็อยากให้ใช้ได้ดีขึ้นไปเช่น ปกติคนใช้ปากกา Apple Pencil มือนึงจับจออีกมือ ต่อไปเขียนลงในช่องพิมพ์เว็บไซต์ต่อเลยด้วยฟีเจอร์ Scribble ไม่ต้องวางปากกา มาใช้นิ้วพิมหรือจิ้ม จะได้ต่อเนื่องสะดวกขีดๆเขียนๆ แล้วเครื่องจะ พิมพ์ให้หมด

2. อยากได้ประสบการณ์แตกต่างแต่ละแอป ต้องมีจุดยืน โดยการที่ Apple พยายามให้เครื่องมือกับนักพัฒนาไปคิดต่อให้มากที่สุด เช่น ฟีเจอร์ Sidebar

เรื่อง Privacy ก็ยังคงเส้นคงวา ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่ให้ความสำคัญเรื่อง “ความเป็นส่วนตัว” ที่มาพร้อมความปลอดภัย โดยคอนเซปต์ที่ชัดเจนมากปีนี้ คือ “ผู้ใช้มีสิทธิรู้ ระบบต้องโปร่งใส่บอกทุกอย่างที่ให้รับรู้ก่อนยินยอมใช้งาน” ผู้ใช้ต้องรู้ว่าถูก ติดตาม และเลือกรู้เลือกรับได้ไม่ปกปิด

แปลว่า ถ้าอยากเป็น user ที่รู้เท่าทันก็ต้องอ่านก่อนกดยินยอมดีๆ และฟีเจอร์ใหม่เล็กน้อยต้องเข้าใจมากหน่อย การใช้งานจะได้ราบรื่นและ รู้ทันระบบ Apple พยายามใช้ระบบ Data Minimization คำนี้คือ ข้อมูลบุคคลที่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึง นักพัฒนาก็ไม่ต้องมาขอเข้าถึงให้เสี่ยงข้อมูลเราที่เกิดในมือถือเรา ต้องอยู่ในมือถือเรา แอปเปิ้ลไม่เก็บในเซิร์ฟเวอร์เค้าแต่อย่างใด

เรื่องความเป็นส่วนตัว ซีชอบการอัพเกรดในหลายมิติ

1.Privacy Nutrition การทำฉลากความปลอดภัยใส่ลงใน App Store ยืนยันเรื่องการตรวจดูกติกาความเป็นส่วนตัวอย่างเปิดเผย ก่อนที่เราจะตัดสินใจดาวน์โหลดอะไร การที่ Apple เลือกเดินสายสร้างความ”เชื่อใจ” น่าจะเป็นทางที่ดี ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจและมั่นใจกับระบบมากขึ้น

2.Safari จากที่ดูแลการเข้าเว็บมาโดยตลอดก็ พยายามปิดช่องโหว่ให้ผู้ใช้ ผลตอบรับ Sign in with Apple ได้รับความนิยมจึงพยายามเก็บรักษา รหัสผู้ใช้ ไว้มากที่สุดทุกช่องทางในการใช้อุปกรณ์ โดยที่แม้แต่ Apple เองยังไม่รู้  ตั้งแต่เรื่องการเข้ามาบล็อกโฆษณา สารพัดวิธีการ ที่ตรวจเจอได้หมด

(อ่านเรื่อง iPadOS14 ที่เขียนไว้เต็มๆได้นะคะ…ลิงก์ นี้จ๊ะ)

watchOS 7

ส่วนที่ซีชอบมากที่สุดคือฟีเจอร์ Face Sharing คือหน้าตานาฬิกาของเราจะสามารถเป็นเอกลักษณ์มากขึ้นและแชร์ให้กับเพื่อน หรือแฟนได้ ก็ดูบันเทิงดี เวลาเห็นหน้าปัดเพื่อนครีเอทีฟดี ก็ส่งให้กันได้เลย

อีกเรื่องคือ ฟีเจอร์วัดการออกกำลังกายใหม่คือการเต้น และรองรับการนอน ที่มีข้อน่าสังเกตที่ “เราต้องชาร์นาฬิกาแทบทุกวัน” ถ้าใส่นอนจะชาร์จตอนไหนดี  เรื่องนี้ Apple ก็คิดมาแล้ว คือ อย่างน้อยแบตต้องไม่ต่ำกว่า 30% ถึงจะสามารถใส่เพื่อมอนิเตอร์การนอนได้ และเมื่อเราตื่นจะแจ้งเตือนการชาร์จ โดยระหว่างการนอนเป้าหมายคือการหลับสนิท จนถึงการปลุกตื่นด้วยการสั่นและเสียงใหม่

(อ่านเรื่อง watchOS 7 ที่เขียนไว้เต็มๆได้นะคะ…ลิงก์ นี้จ๊ะ)