ก่อนหน้านี้เราอาจจะได้ยินการต่อต้านเทคโนโลยี 5g มาแล้วในหลายๆประเทศในปัญหาเรื่องของความปลอดภัยและความมั่นคง

อย่างไรก็ตามยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งให้ความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของการใช้คลื่นต่อสุขภาพของผู้ใช้งาน โดยประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่ถกเถียงคือสัญญาณ 6G มีผลต่อสมองหรือไม่หรือทำให้เสี่ยงเป็นมะเร็งสมองหรือเปล่า บางครอบครัวถึงขั้นมีกฎภายในบ้านห้ามนำมือถือ โทรทัศน์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดเข้ามาในห้องนอนเพราะกลัวเรื่องสุขภาพและจะนอนไม่หลับเนื่องจากสัญญาณโทรศัพท์

วันนี้เรามีคำตอบมาให้ครับ

ก่อนอื่นขอแนะนำว่าคลื่นที่เรากำลังพูดถึงนี้เป็นคลื่นสัญญาณโทรศัพท์ที่ใช้ในทางระบบสื่อสาร โดยปกติแล้วคลื่นรูปแบบนี้ในทางวิทยาศาสตร์เราจะเรียกว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เพราะโดยคำจำกัดความของตัวมันเองนั้น จะหมายถึงคลื่นที่ถูกสร้างขึ้นมาจากกระแสไฟฟ้า ยกตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ เสาส่งสัญญาณวิทยุหรือโทรทัศน์ หรืออีกตัวอย่างง่ายๆคือ วิทยุสื่อสาร walkie talkie

อุปกรณ์เหล่านี้มนุษย์ได้สร้างขึ้นหลังจากที่มีการพัฒนาความรู้ทางด้านกระแสไฟฟ้า และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นบนโลกมนุษย์ โดยมีนักวิทยาศาสตร์มากมายที่อยู่เบื้องหลัง เช่น Thomas Edison, Michael Faraday, และ Nicholas Tesla ซึ่งทำให้เราทราบว่า เราสามารถขับเคลื่อนอิเล็กตรอนในขดลวดด้วยสนามแม่เหล็กจนทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าขึ้น และในขณะที่มีกระแสไฟฟ้าไหลอยู่ในเส้นลวดนั้นเราก็สามารถตรวจจับคลื่นรอบรอบบริเวณเส้นลวดที่มีกระแสไฟฟ้าไหลได้เช่นกัน โดยในช่วงแรกนั้นเราอาจจะไม่เข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าต่อสุขภาพมากนัก เรารู้เพียงแต่ว่าเราสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้หลายอย่าง แต่ในปัจจุบันเมื่อเรามีการรวบรวมความรู้ทางด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์กันมากขึ้นทำให้เราทราบถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตามหลายคนอาจจะเข้าใจกันผิดว่าคลื่นโทรศัพท์สามารถส่งผลต่อสุขภาพของเราได้ เพราะปัจจุบันนี้เราใช้โทรศัพท์มือถือกันแทบจะเป็นอวัยวะที่ 33 แต่ในความเป็นจริงแล้วมี 2 ปัจจัยหลักที่เราจะต้องนำมาพิจารณา คือ

1) เรื่องประเภทของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หากเราดูรูปคลื่นโดยรวมหรือสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทั้งหมด จะทำให้เราทราบว่ามันประกอบด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า 2 ประเภทหลักๆ คือ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดประจุ (ionizing electromagnetic) และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ก่อให้เกิดประจุ (Non-ionizing electromagnetic) หากเราพิจารณาดีๆ (ลองดูรูปประกอบนะครับ) คลื่นที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประจุไฟฟ้านั้น(Non-ionizing electromagnetic)เรามักจะนำมาใช้ประโยชน์ในเรื่องของทางด้านการติดต่อสื่อสาร เช่น สัญญาณวิทยุสัญญาณโทรทัศน์ สัญญาณ WiFi สัญญาณโทรศัพท์มือถือ และคลื่นไมโครเวฟ (ฟังไม่ผิดหรอกครับ เหมือนในเตาอบไมโครเวฟเลย แต่เรานำมาใช้ในการส่งสัญญาณติดต่อสื่อสารได้เช่นกันครับ) และยังรวมไปถึงแสงทั้ง 7 สีที่เราเห็นด้วยตาเปล่าด้วย

ส่วนคลื่นที่ก่อให้เกิดประจุนั้น (ionizing electromagnetic) เรามักจะนำมาใช้ในทางการวินิจฉัยรักษาทางการแพทย์ เพื่อฆ่าเชื้อโรค การเอกซเรย์ เพราะขึ้นเหล่านี้สามารถไปกระตุ้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเซลล์และ DNA ได้

ดังนั้นในกรณีนี้ คลื่นก่อให้เกิดประจุ(ionizing electromagnetic) จะมีความอันตรายมากกว่า เพราะว่าเราก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนเชื้อโรค เราอาจตายได้เช่นกัน ดังนั้นเราจะเห็นได้ว่า เวลาเราไปทำการเอกซเรย์จะไม่มีเจ้าหน้าที่อยู่ใกล้เราเลย แต่เจ้าหน้าที่เขาจำเป็นจะต้องอยู่ในห้องป้องกันคลื่นอีกห้องนึงเพื่อป้องกันคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่แผ่รังสีออกมาเหล่านั้น

ส่วนต่อมาที่ต้องพิจารณาคือ

2) เรื่องของกำลังส่งพลังงานของคลื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า หากเราพิจารณาดีๆแล้วปัจจัยนี้เป็นเรื่องสำคัญเนื่องจากไม่ว่าเราจะโดนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าแบบใดแต่หากเราโดนในความเข้มของกำลังส่งที่น้อยเราก็จะได้รับผลกระทบน้อย ยกตัวอย่างเช่น เวลาเราไปเอกซเรย์ในแต่ละครั้ง ปริมาณรังสีที่ผ่านตัวเรานั้นไม่ได้ทำอันตรายแก่ร่างกายเราได้ เนื่องจากได้ถูกควบคุมกำลังส่งให้อยู่ได้ในปริมาณต่ำเพียงพอต่อการเกิดภาพเพื่อการวินิจฉัยเท่านั้น ไม่ได้เพื่อต้องการที่จะฆ่าเชื้อโรคตัวเรา แต่ถ้าหากเราต้องการรังสีแกมมาเพื่อไปใช้ในการฆ่าเชื้อโรคแล้วนั้น เราจะใช้ปริมาณกำลังส่งรังสีที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อทำให้แน่ใจว่าเชื้อโรคตาย หรือการฉายรังสีค่ารักษาโรคมะเร็งม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเราอาจจะยังสงสัยว่า ถ้าเครื่องเอกซเรย์ไม่อันตรายแล้วทำไมเจ้าหน้าที่ถึงต้องหนีไปอยู่อีกห้องนึงล่ะ คำตอบคือรังสีหรือคลื่นเหล่านี้สามารถสะสมได้ในตัวครับ ลองคิดดูนะครับว่า 10 ปีเราอาจจะเอกซเรย์สัก 2 ครั้ง แต่เจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในแผนกเอกซเรย์นั้น วันหนึ่งเขาต้องเสี่ยงกับการโดนรังสีมากกว่า 50 ครั้ง ทำให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นมีความเสี่ยงสูงที่จะมีรังสีสะสมในร่างกายมากกว่าพวกเรา

อ้าว! แล้วถ้าถามถึงไมโครเวฟล่ะ เตาอบไมโครเวฟที่เราใช้กันในบ้านเนี่ยอันตรายหรือเปล่า แน่นอนครับถึงแม้ว่าคลื่นไมโครเวฟจะเป็นคลื่นที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประจุ (Non-ionizing electromagnetic) แต่ มันมีความเข้มข้นสูงเพียงพอที่จะทำให้อาหารสุกได้ เพราะมันใช้กำลังไฟฟ้าเพื่อส่งคลื่นออกมามากถึง 600 ถึง 1800 วัตต์ ดังนั้นเวลาเตาอบไมโครเวฟกำลังทำงาน ผมแนะนำว่าให้อยากไปยืนใกล้ๆนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเราต้องใช้ไมโครเวฟวันละหลายๆครั้ง (แนะนำให้ยืนห่าง 2 เมตรจากไมโครเวฟที่กำลังทำงาน ) อย่างเช่นพนักงานเซเว่น หรือแม่บ้าน แม่ครัว

อ้าว! .. หลายท่านอาจจะเกิดคำถามว่า แล้วเรื่องฮวงจุ้ยหม้อแปลงไฟฟ้า ลูกใหญ่ๆ หน้าบ้านมันเกี่ยวไหม ที่เขาบอกว่าถ้าอยู่หน้าบ้านแล้วมันไม่ดี

ผมขอตอบเลยครับว่า ในทางวิทยาศาสตร์นั้น ไม่ว่าจะอยู่หน้าบ้านหรือหลังบ้านหรือข้างห้องนอน มันก็ไม่ดีทั้งนั้นครับ เพราะหม้อแปลงขนาดใหญ่จะมีการส่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในกำลังสูงออกมาด้วย แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจะต้องมีมาตรฐานและระยะปลอดภัยอยู่นะครับ จำเป็นที่จะต้องตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอีกครั้ง เพื่อวัดปริมาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่หลงเหลือ (วันหลังค่อยทำคลิปวีดีโอมาให้ดูนะครับ)

ดังนั้นในแต่ละประเทศจะมีการกำหนดค่ากำลังส่งของเสาวิทยุ โทรทัศน์และโทรศัพท์ เพื่อลดผลกระทบต่อบุคคลที่อาศัยอยู่โดยรอบ ยกตัวอย่างเช่นใน EU จะกำหนดให้ มาตรฐานกำลังส่งไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตารางเมตร ในอเมริกาจะกำหนดให้มาตรฐานกำลังส่งไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตารางเมตร และในจีนจะกำหนดให้มาตรฐานกำลังส่งไม่เกิน 10 วัตต์ต่อตารางเมตร(ดูไปดูมามาตรฐานของพี่จีนมีค่าน้อยสุดเลยนะครับ สงสัยจะอินกับเรื่องฮวงจุ้ยมากๆ555)

ดังนั้นทางที่ดีเราไม่ควรจะไปอยู่ใกล้เสาส่งสัญญาณ เป็นเวลานานๆนะครับ

อ้าว!…แล้วมือถือของเราล่ะส่งสัญญาณกี่วัตต์ ทำไมบางครั้งคุยโทรศัพท์นานๆหรือเล่นโทรศัพท์นานๆแล้วปวดหัว

คำตอบคือ โทรศัพท์ของเราจะส่งสัญญาณออกไปขณะเราคุยที่ประมาณ 0.5 ถึง 3 วัตต์ ดังนั้นหากเราใช้โทรศัพท์นานๆ มีสิทธิ์ที่จะรู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบริเวณศีรษะเราได้ครับ ในหลายๆงานวิจัยพบว่า คลื่นโทรศัพท์เหล่านี้จะไปกระตุ้นให้เกิดความร้อนที่ฝังตัวอยู่บริเวณใบหูและกะโหลกศีรษะและแก้ม และหากความร้อนฝังอยู่ในกะโหลกศีรษะเป็นเวลานานก็เหมือนเราเอาหัวของเราไปอยู่ในไมโครเวฟใช่ไหมล่ะครับ และแน่นอนเซลล์สมองของเราและ DNA อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ดังนั้นจึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเราจำเป็นต้องมี small talk หรือบลูทูธ นะครับ เพราะมันจะส่งคลื่นที่มีกำลังส่งต่ำกว่ามาก ทำให้เราสนทนาได้อย่างสบายไม่ปวดศีรษะ หากเราจำเป็นจะต้องสนทนาเป็นเวลานานๆ

ดังนั้น หากเราเลือกใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอย่างถูกต้องและในปริมาณกำลังส่งที่เหมาะสมจะมีประโยชน์กับตัวเรามากเลยครับ

ปล. สำหรับคนที่ติดมือถือและจ้องมือถือนานๆนั้นแนะนำให้ลดลงหน่อยนะครับ เพราะถึงแม้ว่าแสงสีบนจอโทรศัพท์จะเป็นพวกคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประจุ (Non-ionizing electromagnetic) แต่ถ้าหากเราได้รับคลื่นนั้นผ่านทางสายตาเราเป็นเวลานานๆแน่นอนครับ กำลังวัตต์ของแสงบนจอนั้นที่ส่งออกมานั้น ก็สะสมในดวงตาเรา (เล่นเกมอย่างเดียวไม่ต้องถึงกับขั้นตาร้อนหรือหัวร้อนนะครับ 555) ด้วยความเป็นห่วง

เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีใครกำหนดมาตรฐานคำแนะนำทางการแพทย์ที่ชัดเจนในเรื่องของชั่วโมงการใช้งานของสายตากับอุปกรณ์จอโทรศัพท์

รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับผู้อ่านที่น่ารักทุกคน
ดร.พงษธร โชติเกษมศรี

ใครชอบบทความ อย่าลืมกดไลค์ กดแชร์ ด้วยนะครับ เพื่อเป็นกำลังใจในการเขียนบทความต่อไปครับ