Paramount Pictures เป็นสตูดิโอยักษ์ใหญ่รายแรกที่ออกมาประกาศแผนการยุติการใช้ฟิล์ม 35 มิลลิเมตรเป็นก็อปปี้สำหรับฉายในโรงภาพยนตร์ โดยจะเปลี่ยนมาใช้ดิจิตอลทั้งหมด

โฆษกของทาง Paramount บอกว่าภาพยนตร์เรื่อง Anchorman 2: The Legend Continues จะเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของทางสตูดิโอที่จะใช้ก็อปปี้แบบฟิล์ม 35 มิลลิเมตร ส่วนภาพยนตร์เรื่อง The Wolf of Wall Street จะเป็นภาพยนตร์เรื่องแรงของสตูดิโอที่ออกฉายในโรงภาพยนตร์ในรูปแบบของดิจิตอลเท่านั้น

ปัจจุบันในอเมริกายังมีโรงหนังอีก 8% ที่ยังไม่สามารถฉายภาพยนตร์ในระบบดิจิตอลได้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ว่าโรงหนังเหล่านี้จะพยายามอัพเกรดฮาร์ดแวร์ในโรงหนัง ถ้าค่ายหนังค่ายอื่นๆขยับตัวฉายหนังเฉพาะบนระบบดิจิตอลเท่านั้น ซึ่งค่าใช้จ่ายในการอัพเกรดเครื่องฉายแบบดิจิตอลนั้นก็สูงถึง  $70,000 เลยทีเดียว ซึ่งโรงหนังเล็กๆอาจจะแบกรับต้นทุนตรงส่วนนี้ไม่ไหว แต่อย่างไรก็ตามนโยบายนี้ Paramount ส่งผลกระทบอย่างหนักกับโรงที่ไม่ได้ฉายระบบดิจิตอล ซึ่งทางบริษัทเองก็พยายามทำงานร่วมกับเครือข่ายโรงภาพยนต์ช่วยเหลือด้านเงินทุนในการเปลี่ยนระบบไปสู่ยุคดิจิตอล ส่วนบริษัทที่รับล้างอัดฟิล์ม 35 มิลลิเมตรอย่าง Technicolor ก็เป็นอีกบริษัทที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเคลื่อนไหวครั้งนี้ ซึ่ง Technicolor ก็ได้ปิดแล็บสำหรับล้างฟิลืฒไปแล้วสองแห่งในแอลเอและอังกฤษหลังจากความต้องการใช้ฟิล์มลงลงอย่างมาก

ในขณะที่สตูดิโอยักษ์ใหญ่อื่นๆก้เตรียมตามรอย Paramount ภายในปี 2014 และ 2015 ทั้ง Disney และ 20th Century Fox ต่างก็เคยออกมาเตือนโรงหนังให้เปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิตอลได้แล้ว โรงหนังที่เปลี่ยนมาฉายระบบดิจิตอลแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะมีแรจูงใจด้านการเงินเป็นหลัก เช่น ค่าตั๋วในระบบ 3D จะแพงกว่า ซึ่งในปี 2014 ก็จะมีภาพยนตร์แบบสามมิติไม่ต่ำกว่า 25 เรื่องที่ออกฉาย เช่น Captain America: The Winter Soldier, Godzilla, Sin City: A Dame to Kill For, The Amazing Spider-Man 2 และ 300: Rise of an Empire เป็นต้น

การฉายหนังระบบดิจิตอลจะช่วยลดต้นทุนให้กับสตูดิโอผู้ผลิตหนัง จากการคาดการณ์ของนิตยสาร Times บอกว่าค่าล้างอัดฟิล์ม 35 มิลลิเมตรอยู่ที่ราวๆ $2,000 ในการส่งให้โรงหนังหนึ่งโรง ส่วนก็อปปี้แบบดิจิตอลนั้นค่าใช้จ่ายจะอยู่แค่ $200 เท่านั้นเอง เรียกว่าต่างกันเกือบสิบเท่า นอกจากนี้ทางค่ายหนังยังสำรวจความเป็นไปได้ในการถ่ายทอดหนังผ่านระบบดาวเทียมหรือออนไลน์เพื่อให้ลดค่าใช้จ่ายลงไปอีก ซึ่งต่อไปเราอาจจะได้ชมหนังที่บ้านพร้อมกับที่ฉายในโรง ผ่านระบบคล้ายๆ pay-per-view โดยทางโรงหนังจะเป็นผู้จะเป็นผู้ควบคุมการเข้าถึงหนังที่คนอยากดูผ่านระบบนี้ เมื่อคนดูซื้อหนังแบบดิจิตอลแล้ว ทางโรงก็จะกำหนดระยะเวลาที่ผู้ชมสามารถเข้าไปดูได้

 
VIA digitaltrends