เปิดตัวเรียบร้อยแล้วกับ HUAWEI Mate 30 และ Mate 30 Pro ชูดีไซน์ใหม่ กล้องหลัง 4 ตัว สเปคแรงด้วย KIRIN 990 พร้อมรองรับ 5G

ใครที่ใช้งาน Mate มาก่อนจะรู้ดีว่าทาง HUAWEI เน้นเรื่องของเทคโนโลยีล่าสุดจะเอามาลงในรุ่นนี้ก่อน เริ่มตั้งแต่ 2 ปีก่อนเป็นรายแรกที่นำ AI มาใช้กับสมาร์ทโฟนรายแรกๆ มาปีนี้หัวเว่ยเองมีการปรับดีไซน์กล้องหลังใหม่มาในชื่อว่า Exquisit Halo ring design โดยกล้องหลังจะมาในโมดูลทรงกลมสวยงาม ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากกล้องระดับมืออาชีพ

หน้าจอ

มาดูเรื่องของหน้าจอกันบ้าง Mate 30 มาพร้อมหน้าจอ Rigid OLED ขนาด 6.53 นิ้ว ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล รองรับเทคโนโลยี DCI-P3 HDR ให้คอนทราสและความอิ่มของสีสูง พร้อมลดแสงสีฟ้าได้ถึง 65% ตัวเครื่องมาพร้อมแบต 4200 mAh หนัก 196 กรัม

ส่วน Mate 30 Pro นั้นจะมาพร้อมหน้าจอ ตัวเครื่องบางและมีความโฉบเฉี่ยวมาพร้อมกับหน้าจอใหม่ชื่อว่า Horizon Display จอโค้งแบบใหม่ที่มีขอบด้านข้าง 88 องศาเรียกว่าเกือบตั้งฉากเลยทีเดียว  ขนาดอยู่ที่ 6.53 นิ้วสัดส่วนหน้าจออยู่ที่ 18.4:9 ความละเอียด 2400 x 1176 พิกเซล รองรับเทคโนโลยี DCI-P3 HDR พร้อมลดแสงสีฟ้าได้ 25% ตัวเครื่องให้แบตมา 4,500 mAh หนัก 198 กรัม

หน้าจอยังมีรอยบากแต่ขนาดเล็กลง ซึ่งเขาจะติดตั้งมีกล้อง 3D Depth Camera 2 ตัว กล้องเซลฟี่ 1 ตัวและเซ็นเซอร์ต่างๆ เอาไว้ ถ้าสักเกตดีๆจะเห็นว่าด้านบนตัดช่องหูฟังออกไป เพราะเค้าใส่เทคโนโลยี HUAWEI Acoustic Display มาให้แค่เอาหูแนบจอก็ได้ยินเสียงแล้ว

สิ่งที่ล้ำขึ้นไปอีกคือปุ่มด้านข้างถูกทำให้หายไปหมด เปลี่ยนมาเป็น Side Touch interaction ใช้การสัมผัสแทน แถมยังใช้งานได้ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาเช่น ใช้เพิ่มลดเสียง กดชัตเตอร์ พร้อมคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่น IP68 

ส่วนสีที่เปิดตัวในปันี้จะมี Black ,Space Silver, Cosmic purple และ Emerald Green โดยตัวเครื่องด้านหลังจะเคลือบ 2 ชนิด คือเคลือบแบบด้านป้องกันรอยนิ้วมือ และแบบมันเพิ่มความมันวาว นอกจากนั้นยังมีรุ่นพิเศษ Vegan leather Edition ซึ่งจะมีให้เลือกอีก 2 สี คือ orange และ forest green

ประสิทธิภาพการทำงาน

Mate 30 มาพร้อมชิป KIRIN  990 ซึ่งรุ่น 5G จะฝังเสาสัญาณมาให้ 21 เสา รองรับตั้งแต่ 2G จนไปถึง 5G และ Wi-Fi ต่าง โดยจะแบ่งเป็น 14 เสาสำหรับใช้งาน 5G จึงทำให้รองรับทุกย่านความถี่ คุณสามารถพกไปใช้ประเทศไหนในโลกก็ได้

นอกจากนั้นตัวถาดใส่ซิมยังเป็น Dual SIM 5G รองรับการใช้งาน 5G สองซิม ส่วนแบตเตอรี่ที่ให้มาพร้อมกับระบบจัดการพลังงานด้วย AI ทำให้การใช้งานนานขึ้น แถมเวลาใช้นานๆไม่ต้องกลัวเครื่องร้อนเพราะใส่ Graphene cooling System ช่วยลดความร้อนได้สูงสุด 3.9 องศาเซลเซียส

รองรับการชาร์จไว 40W ส่วนชาร์จไร้สายรองรับที่ 27W พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพ Reverse charging เให้เร็วกว่าเดิม 3 เท่า พร้อมกับเปิดตัวอุปกรณ์เสริมใหม่เอาใจคนชอบความไว 3 ชิ้น คือ พาวเวอร์แบงก์ SuperCharge in Travel 40W, SuperCharge in Car และ in-car Wireless SuperCharge 27W 

กล้องหลัง

Mate 30 ประกอบด้วยเลนส์ 3 เลนส์คือ Ultra-wide 16 ล้านพิกเซลเทียบเท่าระยะ 17 มม. รูรับแสง f2.2 , กล้องหลักเป็นเลนส์ SuperSensing Wide  40 ล้านพิกเซลเทียบเท่าระยะ 27 มม. รูรับแสง f1.8, เลนส์เทเลความละเอียด 8 ล้านพร้อม OIS เทียบเท่าระยะ 80 มม. ตัวสุดท้ายเป็นเลเซอร์โฟกัส สามารถดัน ISO ได้ถึง 204800 การซูมออฟติคอลอยู่ที่ 3x ซูมดิจิทัล 30x รองรับการถ่ายมาโครที่ระยะ 2.5 เซนติเมตร ตัวเซนเซอร์ที่ใช้ยังเป็นเซ็นเซอร์ RYYB ช่วยให้ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น

ส่วน Mate 30 PRO ประกอบด้วยเลนส์ 4 ตัว คือ Ultra-wide Cine 40 ล้านพิกเซลเทียบเท่าระยะ 18 มม. รูรับแสง f1.8 , เลนส์ SuperSensing Wide  40 ล้านพิกเซลเทียบเท่าระยะ 27 มม. รูรับแสง f1.6 พร้อม OIS, เลนส์เทเลความละเอียด 8 ล้านพร้อม OIS เทียบเท่าระยะ 80 มม. ส่วนตัวสุดท้ายจะเป็น 3D Depth Sensing สามารถดัน ISO ได้ถึง 409600 การซูมออฟติคอลอยู่ที่ 3x ซูมดิจิทัล 30x มาพร้อมโหมด Pro bokeh ถ่ายหน้าชัดหลังเบลอ ทำโบเก้ได้เหมือนกล้อง DSLR

กล้องหน้าจับความลึกได้ดีขึ้น

ในส่วนของกล้องหน้าจะจับระยะได้ดีขึ้นด้วยการใส่ 3D Depth sensor มาให้ โดยรุ่นโปร กล้องหน้า 3 ตัว แบ่งเป็นกล้องเซลฟี่ 1 กับกล้อง Dept camera 2 ตัว ความละเอียด 32 ล้าน ส่วน Mate 30 จะให้กล้องหน้ามา 24 ล้าน

ถ่ายวิดีโอระดับมืออาชีพ

สิ่งที่ปีนี้ HUAWEI เน้นเป็นพิเศษก็คือ การถ่ายวิดีโอ ซึ่งกล้องหลังให้ความละเอียดมา 40 ล้าน รองรับการถ่ายวิดีโอ 4K ที่ 60 เฟรมต่อวินาที รองรับเทคโนโลยี HDR+ หรือจะถ่าย Timelapse แบบ 4K ก็ได้ รวมถึงมีฟีเจอร์ Real-time Cinematic Bokeh ถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอด้วยการใช้ AI

ที่โหดจริงๆคือเรื่องของการถ่ายสโลโมชั่นที่ทำได้ถึง  7680 เฟรมต่อวินาที แถมยังดัน iSO ได้ถึง 51200 เรียกว่าแม้แสงน้อยก็ยังถ่ายวิดีโอได้ พ่วงด้วย AIS แถมยังไปจับมือกับ OSMO Mobile3 จับคู่การทำงานอัตโนมัติ เรียกว่าสะดวกสุดๆ

EMUI10

Mate 30 มาพร้อม EMUI 10 ที่มีฟีเจอร์เด่นๆหลายอย่าง เช่น Alway On Display แบบใหม่เปลี่ยนสีได้ตามช่วงเวลาของวัน เลือกปรับ UI ให้เหมือนหน้าปัดนาฬิกาที่ใส่ได้ มี Dark mode ที่สวยงาม, รองรับการสั่งงานด้วย Smart gesture Control, AI Auto rotate หมุนหน้าจอให้อัตโนมัติด้วยการจับสายตา และ intelligent  Musti sceen colabolation ทำงานร่วมกันระหว่างแล็ปท็อปและมือถือ ลากโอนไฟล์ รูปภาพ

ในเรื่องของความปลอดภัยมาพร้อม In-screen fingerprint และ 3D face scan, เลือกใช้มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดในการเก็บข้อมูล Biometric, มีการป้องกัน App tracking การแอบติดตามข้อมูลจากแอปต่างๆ รวมถึง Cloud มีการเข้ารหัสแบบ End to end

ราคาขาย

  • Hauwei Mate 30 รุ่น 8GB+128GB ราคาอยู่ที่ 799 ยูโร (ประมาณ 27,000 บาท)
  • Mate 30 Pro รุ่น 8GB+256GB ราคาอยู่ที่ 1,099 ยูโร (ประมาณ 37,100 บาท)
  • Huawei Mate 30 Pro 5G รุ่น 8GB+256GB ราคาอยู่ที่ 1,199 ยูโร (ประมาณ 40,500 บาท)
  • Mate 30 Porsche Design (12GB+512GB) ราคาอยู่ที่ 2,095 ยูโร (ประมาณ 70,800 บาท)

ทางหัวเว่ยยังไม่ประกาศวันวางจำหน่ายของทุกรุ่นออกมา อันนี้ก็ต้องมาติดตามกันต่อค่ะว่าจะเริ่มขายเมื่อไหร่