จัดต่อเนื่องเป็นปีที่สองแล้วกับงาน Google For Thailand ที่ใช้เวทีนี้เป็นพื้นที่ประกาศพันธกิจต่างๆสำหรับช่วยให้คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีดีจิทัลมากขึ้น เพื่อให้นำไปใช้ยกระดับคุณภาพชีวิตและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจได้

ปีนี้ยังคงแนวคิดเหมือนปีที่แล้วคือ Leave No Thai Behide คือ จะไม่มีคนไทยคนไหนถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง โดยทุกคนจะมีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม ทั้งในส่วนของผู้ใช้ทั่วไป ภาคองคืกรและธุรกิจ ซึ่งปีนี้ทาง Google เน้นด้านหลักๆอยู่ 4 ด้าน คือ

  1. การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้อย่างเท่าเทียมผ่านโครงการ Google Station

มีการสำรวจแล้วว่า 31% ของคนไทยนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ อาจจะเป็นเพราะข้อจำกัดเรื่องของพื้นที่ รวมถึงค่าใช้จ่าย นั่นหมายถึงการสูญเสียโอกาสในการนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ ทาง Google เองก็มีโครงการชื่อว่า Google Station หรือ บริการไวไฟฟรีที่เริ่มนำร่องให้บริการมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่จุดที่ให้บริการนั้นมีแค่ 10 จุดทั่วประเทศไทยเท่านั้น แต่นับตั้งแต่เปิดตัวมามีผู้ใช้งานแล้วมากกว่า 2 ล้านคน เฉลี่ยใช้งานคนละ 2 ชั่วโมง

มาในปีนี้ได้มีการขยายพื้นที่ให้บริการมากขึ้นเป็นมากกว่า 100 แห่งทั่วประเทศไทย โดยเน้นจุดที่มีคนสัญจรพลุกพล่าน อย่าง 5 สนามบินใหญ่ของทอท. (สุวรรณภูมิ, เชียงใหม่,เชียงราย,ภูเก็ต)  สถานีรถไฟ สถานีขนส่ง ตลาด ศูนย์การค้าเป็นต้น ซึ่งในอนาคตจะมีการขยายพื้นที่การให้บริการมากขึ้นอีกส่วนใครอยากรู้ว่ามีจุดให้บริการอยู่ตรงไหนบ้าง สามารถเข้าไปเช็คได้ผ่านเว็บไซต์

2. เสริมทักษะด้านดิจิทัลให้คนไทย

การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตเป็นแค่ก้างแรกเท่านั้น แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือ การเอาไปใช้ทำอะไร รวมถึงการพัฒนาทักษะที่จำเป็นเพื่อนำเทคโนโลยีไปใช้ประโยชน์ได้ ซึ่งปีนี้ทาง Google ได้เปิดตัวสองโครงการให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์ คือ

  • Grow with Google

โครงการนี้จะเน้นเสริมสร้างทักษะดิจิทัลให้กับคนที่สนใจเรื่องการทำการตลาดออนไลน์ ด้วยเครื่องมือใหม่ 2 ตัว คือ Primer สำหรับ SME หรือ คนที่ยังไม่มีพื้นฐานด้านดิจิทัลโดยจับมือกับพัธมิตรอย่าง SCB ในแอปจะมีบทเรียนสอนเกี่ยวกับเรื่องการตลาดดิจิทัลแบบเข้าใจง่าย ใช้เวลาเรียนบทละไม่ถึง 5 นาที แถมใช้งานได้แม้ไม่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ภายในสิ้นปีนี้จะเพิ่มเนื้อหามากกว่า 40 บทเรียนใน 8 หมวดหมู่

เครื่องมือตัวที่สองคือ Skillshop เป็นแพลตฟอร์ม E-Learning ผ่านออนไลน์ เพื่อให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้การใช้บริการและเครื่องมือของ Google ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

  • Be Internet Awesome

ไทยถือเป็นประเทศแรกในเอเชียแปซิฟิกที่ทาง Google ได้แปลเนื้อหาต่างๆในโครงการ Be Internet Awesome ให้เป็นภาษาท้องถิ่น เพื่อให้ใช้งานและเข้าใจได้งาน เครื่องมือนี้ออกมาเพื่อให้ผู้ปกครองและครูใช้เป็นสื่อในการสอนเด็กๆให้เรียนรู้การใช้อินเทอร์เน็ตตได้อย่างปลอดภัย โดยใช้รูปแบบของการเล่นเกมเป็นตัวดึงดูดความสนใจของเด็กๆ ภายในก็จะมีเนื้อหาหลากหลาย เช่น การตั้งรหัสผ่าที่ดีควรทำอย่างไร เรื่องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์

3.ปรับบริการและเนื้อหาให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น

ทาง Google เองก็พยายามปรับบริการและเนื้อหาให้เข้ากับคนไทยมากขึ้น อย่างสัปดาห์ที่ผ่านมาก็เพิ่มีการเปิดบริการ YouTube Music ในประเทศไทย แต่ไฮไลต์เด่นของปีนี้ก็คือ การต่อยอดนำ AI ของ Google มาช่วยคัดกรองภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตา ถ้าหากตรวจพบได้เร็วก็จะรักษาได้ไว ลดการสูญเสีญการมองเห็นได้

ปีที่แล้วทาง Google ได้นำร่องทดสอบ 1 แห่งที่โรงพยาบาลคลองหลวง ปทุมธานี แต่ก็ไม่เพียงพอเพราะไทยมีผู้ป่วยเบาหวาน 4.5 ล้านคน แต่จักษุแพทย์ที่วินิจฉัยอาการได้มีแค่ 4,500 คนเท่านั้น ทาง Google ได้จับมือกับโรงพยาบาลราชวิถีในการทำวิจัยตั้งแต่เดือนธันวาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ปีนี้มีการขยายงานวิจัยเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ให้บริการ 1 จุด กลายเป็น 8 จุด ครอบคลุม 3 จังหวัด ทั้งกทม. ปทุมธานีและเชียงใหม่

ซึ่งจะมาช่วยแบ่งเบาภาระของบุคลากรทางการแพทย์ได้มากขึ้นเพราะแพทย์หนึ่งคนสามารถวิเคราะห์ภาพถ่ายดวงตาได้ไม่กี่ร้อยภาพต่อวัน แต่ AI สามารถวิเคราะห์ได้ไม่จำกัดจำนวน ซึ่งความแม่นยำตอนนี้อยู่ที่ 95%

อีกบริการที่น่าสนใจก็คือ Google Arts & Culture ที่มีการนำนิทรรศการของไทยขึ้นไปอยู่บนออนไลน์ เพื่อให้คนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ซึ่งปีที่ผ่านมานั้นมรการนำนิทรรศการของไทยขึ้นไปจัดแสดงแล้ว 4 โครงการ มาปีนี้ได้เพิ่มโปรเจคใหม่ Hidden fruit  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศกาลวังหน้าเข้าไป

ความพิเศษของ Google Arts & Culture คือการนำกล้อง Art Camera มาใช้ถ่ายงานศิลปะ ซึ่งกล้องนี้เป็นกล้องความละเอียดสูงขนาด กิกะพิกเซล ทำให้เก็บรายละเอียดของงานศิลปะได้อย่างครบถ้วน แม้แต่รายละเอียดเล็กๆ ส่องซูมดูได้ใกล้ได้มากว่าไปเดินดูเองซะอีก

4.สร้างตัวตน SME บนโลกออนไลน์

ปัจจุบันการค้าของไทยกว่า 80% นั้นยังซื้อขายผ่านออฟไลน์ แต่การสร้างตัวตนบนออนไลน์จะทำให้สร้างโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น โดยเฉพาะ Google ถือเป็นแพลตฟอร์มที่คนเข้ามาหาข้อมูลออนไลน์ โดยเฉพาะธุรกิจ ถ้าหากคนเข้ามาค้นหาเจอธุรกิจของเราก็มีโอกาสสร้างยอดขายได้มากขึ้นโดยเฉพาะ SME ซึ่งทาง Google ก็มีบริการชื่อว่า Google My Business นำข้อมูลไปอยู่บนออนไลน์ให้มีตัวตน ซึ่งมีการจับมือกับธนาคารไทยพาณิชย์ในการลงทะเบียน เวลาที่ผู้ใช้หาข้อมูลบน Google Search และ Google Maps จะได้เจอง่ายขึ้น

ปีที่ผ่านมามี SME ลงทะเบียนแล้วมากกว่า 150,000 ราย ซึ่งปีนี้ผู้ใช้จะสามารถลงทะเบียนได้ง่ายขึ้นผ่านแอป SCB Easy  นอกจากนั้นยังมีการจับมือกระทรวงพานิชย์ในการนำร้านใน Thaitrade.com และร้านโครงการธงฟ้ากว่า 80,000 ร้านขึ้นไปอยู่บนออนไลน์

ทาง Google ตั้งเป้าให้ SME ลงทะเบียนกับ Google  My Business มากกว่า 1 ล้านรายภายในปี 2020