ฮ่องกงนำ AI ตรวจจับใบหน้านักเรียน ขณะเรียนออนไลน์ที่บ้าน เพื่อตรวจจับอารมณ์และความสนใจในการเรียน

แพลตฟอร์มเรียนออนไลน์นี้มีชื่อว่า 4 Little Trees พัฒนาโดยสตาร์ทอัพจากฮ่องกงชื่อว่า Find Solution AI ที่สามารถตรวจจับอารณมผู้ใช้ รวมถึงการวัดค่าอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการเรียนในห้องเรียนเสมือนจริงที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนการสอน โดยนักเรียนจะต้องเข้ามาในแพลตฟอร์มเพื่อทำการบ้านหรือสอบ

ในขณะเรียนออนไลน์ ตัว AI จะวัดกล้ามเนื้อต่างๆบนใบหน้าด้วยกล้องเว็บแคมที่อยู่บนคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต หลังจากนั้นจะประเมินอารมณ์ออกมาเป็น มีความสุข, เศร้า, โกรธ, ประหลาดใจ หรือกลัว ซึ่งเขาบอกว่าสามารถระบุอารมณ์ได้แม่นยำใกล้เคียงกับคนเลยทีเดียว ในช่วงทดสอบนั้นสามารถวัดอารมณ์ของเด็นักเรียนฮ่องกงได้ถึง 85%

ระบบยังทำการตรวจสอบว่า นักเรียนใช้เวลาตอยคำถามแต่ละข้อนานแค่ไหน สามารถบันทึกคะแนนการสอบ รายงานออกมาเป็นจุดแข็งจุดอ่อนของนักเรียนแต่ละคนได้ รวมถึงพยากรณ์ เกรดที่คาดว่าจะทำได้ ซึ่งเราสามารถปรับแต่งโปรแกรมการสอนให้เข้ากับเด็กแต่ละคน รวมถึงการสอบในรูปแบบเกมที่ช่วยให้การเรียนสนุกขึ้น หลังจากที่นำระบบนี้มาใช้ทางอาจารย์พบว่า คะแนนโดยรวมของนักเรียนดีขึ้นถึง 10% เลยทีเดียว

แพลตฟอร์มนี้เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งตอนนี้มีโรงเรียนต่างๆในฮ่องกงนำไปใช้แล้วมากกว่า 83 โรงเรียน โดยคิดค่าบริการเป็นรายบุคคล/วิชา ทางผู้พัฒนาบอกว่าแพลตฟอร์มนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในช่วงภาวะโรคระบาด ที่โรงเรียนต่างๆให้นักเรียนกลับไปเรียนที่บ้าน แต่คุณครูยังสามารถติดตามการเรียนการสอนจากระยะไกลได้

แน่นอนว่าเทคโนโลยีเหมือนเหรียญสองด้าน ซึ่งการเก็บภาพใบหน้าของเด็กก็จะมีประเด็นความเป็นส่วนตัวตามมา ทาง Little Trees รายงานว่าระบบของเขาไม่ได้เก็บภาพใบหน้าของเด็ก แต่จะวัดกล้ามเนื้อบนใบหน้า แล้วตีความออกมาเป็นอารมณ์ของเด็ก

ทาง Pascale Fung ผู้บริหารของ Center for AI Research ที่ Hong Kong University of Science and Technology บอกว่า ความโปร่งใสคือกุญแจสำคัญของความเป็นส่วนตัว พร้อมแนะว่านักพัฒนาควรจะขออนุญาตในการเก็บข้อมูลกับผู้ปกครองของเด็ก รวมถึงชั้แจงให้ชัดว่าข้อมูบที่เก็บมานั้นจะไปอยู่ที่ไหนบ้าง

นอกจากนั้นยังมีประเด็นเรื่องของอดติของ AI ซึ่งเทคโนโลยีระบุอารมณ์นั้นมีปัญหาในการระบุอารมณ์ขอคนที่มีสีผิวเข้ม ส่วนคนผิวขาวจะอ่านอารมณ์ได้ง่ายกว่า รวมถึงอารมณ์ของมนุษย์เองก็มีความซับซ้อน

ที่มา CNN