ซัมซุงได้เชิญสื่อและบล็อกเกอร์กลุ่มแรกเข้าร่วมสัมผัสสมาร์ตโฟนจอพับ Galaxy Z Fold 4 และ Galaxy Z Flip 4 ก่อนใคร ลองไปดูกันว่ารอบนี้ทั้งสองรุ่นจะมีฟีเจอร์อะไรเด็ดๆบ้าง

Galaxy Z Flip 4

Galaxy Z Flip 4 ยังคงความชัดเจนจับกลุ่มไลฟสไตล์ มาในดีไซน์ฝาพับพกพาสะดวก เก็บใส่กระเป๋าได้สบายๆ มาปีนี้เพิ่มความแข็งแรงขึ้นทั้งด้านนอกและด้านใน ด้านนอกจะเป็นเฟรมอะลูมิเนียมพร้อมกระจก Gorilla Victus ส่วนด้านในเป็นจอ 6.7 นิ้ว เสริมความแข็งแรงด้วยกระจก Ultra Thin Glass 2.0 ที่แข็งแรงขึ้น ผ่านการทดสอบใช้งานพับเข้ากางออก 200,000 ครั้งได้สบายๆ

จอด้านหน้า Super AMOLED ขยายใหญ่ขึ้นเป็น 1.9 นิ้ว ใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น รองรับ Gesture ลากนิ้วเพื่อสลับโหมดกล้องภาพนิ่ง ถ่ายวิดีโอ สลับเลนส์ กดสองครั้งจะเป็นจอพรีวิวแสดงสัดส่วนภาพจริงๆแบบไม่ Crop ทำให้เราจัดองค์ประกอบถ่ายภาพได้ง่ายขึ้น

นอกจากนั้นการแสดงการแจ้งเตือนต่างๆก็ตอบกลับได้มากขึ้น แทนการดูอย่างเดียว เราสามารถเลือกข้อความตอบกลับ พูดแล้วแปลงเป็นข้อความ ส่งอีโมจิ รวมถึงตั้ง Widget บางอย่างได้

ส่วนกล้องหลังยังเป็นกล้องเลนส์คู่เป็นเลนส์มุมกว้างและเลนส์มุมกว้างพิเศษความละเอียด 12 ล้านพิกเซล อัปเกรดให้ถ่ายในที่มืดได้ดีขึ้นด้วย Nightograpphy ให้ภาพสว่างขึ้น 65% ลดเกรน ลดการเบลอเวลาถ่ายในสภาพแสงน้อย  ฟากของ Flex Mode ก็ปรับให้ทำงานได้หลายหลายยิ่งขึ้น อย่างเช่น การพับแบบกล้อง Handycam ถือถ่าย VLOG ให้ง่ายขึ้น

สเปกนั้นให้ชิป Snapdragon 8+ Gen 1 มาพร้อม RAM 8GB ความจุเริ่มต้นที่ 128GB แบตเตอรี่ให้มา 3700 mAh รองรับชาร์จไว 25W ชาร์จเต็ม 50% ใน 30 นาทีเท่านั้น ส่วนตัวเครื่องจะมี 4 สีให้เลือกคือ  Bora Purple, Graphite, Pink Gold และ Blue

ใครที่เป็นสายแฟชันชอบแสดงความเป็นตัวเองก็มี BeSpoke Edition มีเฟรมเครื่องให้เลือก 3 สี (เงิน/ดำ/ทอง)และ ฝาหน้า/หลัง 5 สี (เหลือง, ขาว, กรมท่า, กากีและแดง) ให้เลือกสลับได้ถึง 75 รูปแบบเลยทีเดียว

Galaxy Z Fold 4

Galaxy Z Fold 4 นั้นดีไซน์ยังคงไม่ต่างจากรุ่นก่อนหน้า แต่น้ำหนักเบาขึ้น เหลือแค่ 263 กรัมเท่านั้น ส่วนหน้าจอให้ใหญ่ขึ้นทั้งด้านนอก ด้านใน โดยด้านนอกเป็นจอ Dynamic AMOLED 2X Display ขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด HD+ ส่วนด้านในเป็นจอ Dynamic AMOLED 2X ขนาด 7.6 นิ้ว รีเฟรชเรท 120 Hz

 

 

ในส่วนของ Multitask ยังใช้ประโยชนืจากจอใหญ่ได้เต็มๆ เปิดใช้งานได้ 3 แอปพร้อมๆกัน แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามคือ Task Bar ด้านล่างที่ช่วยให้เราสลับใช้งานแอปต่างได้อย่างรวดเร็ว ไม่จำเป็นต้องปิดแอปที่ใช้งานอยู่เพื่อเปิดแอปใหม่ รวมถึง Drag & Drop

ส่วนกล้องนั้นเรียกว่าสมกับเป็นรุ่นเรือธง มาพร้อม เลนส์มุมกว้างพิเศษ 12 ล้านพิกเซล กล้องหลัก 50 ล้าน F1.8 พร้อม Nightography ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น เลนส์เทเล 10 ล้านพิกเซล

ส่วนกล้องหน้าด้านนอกให้มา 10 ล้านพิกเซล ส่วนกล้อง Under display ความละเอียด 4 ล้านพิกเซล

สเปกนั้นให้ชิป Snapdragon 8+ Gen 1 ส่วน RAM ให้มาจุใจ 12GB ส่วนความจุเริ่มต้นอยู่ที่ 256GB  แบตเตอรี่ให้มา 4400 mAh รองรับชาร์จไว 25W มาพร้อมคุณสมบัติกันน้ำ iPX8 กันน้ำลึก 1.5 เมตรได้ 30 นาที

Galaxy Watch 5 / Watch 5 Pro

รอบนี้ต้องบอกว่าทางซัมซุงทำการบ้านมาดีมาก เห็นครั้งแรกเรียกว่าตกหลุมรักทันที ดีไซน์สวยโดนใจมากๆ หน้าปัดทรงกลมสไตล์นาฬิกาทั่วไปดูเรียบๆ ใส่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน

ตัวหน้าปัดเองก็เลือกใช้กระจกแซฟไฟร์แบบเดียวกับนาฬิกาหรู เพิ่อมควมแข็งแรงทนทาน กันรอยขีดข่วน ใส่ทำกิจกรรมต่างๆได้อย่างสบายใจ แถมสายก็มีให้เลือกเปลี่ยนหลายสี ตัวล็อกเป็นเขี้ยวเปลี่ยนง่ายนิดเดียว สลับ Mix amd Match ให้เข้ากับชุดที่ใส่ได้

แบตเตอรี่ให้มา 284 mAh และ 410 mAh เรียกว่าเพิ่มขึ้นจากรุ่นก่อนหน้า 15% ทำให้ใช้งานได้นานขึ้นเป็น 40 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ส่วนการชาร์จรองรับการชาร์จไว ชาร์จแค่ 30% นาทีก็จะได้แบตเตอรี่ 45%

ฟีเจอร์ด้านสุขภาพ ปีนี้เน้นเรื่องของการตรวจจับการนอนหลับ เพราะสุขภาพดีเริ่มต้นง่ายๆด้วยการนอน แต่ Galaxy Watch 5 ไม่ได้บอกแค่นอนกี่ชั่วโมง นอนคุณภาพดีมั้ย แต่จะประเมินออกมาเป็นไอคอนรูปสัตวืเลยค่ะ ถ้านอนเยอะ 10-12 ชั่วโมงจะเป็นสิงโต ถ้านอนน้อยก็จะเป็นฉลาม จากนั้นระบบจะทำการแนะนำการนอนให้เหมาะกับแต่ละคน วางแผนการนอนยังไงให้ดีขึ้นได้อย่างไรด้วยระบบ Challenge ใน 1 เดือน บอกวิธีแบบเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าอยากหาข้อมูลเพิ่มเติมก็มีบทความน่าสนใจให้อ่านด้วย

ต่อมาคือเรื่องของการวัด Body Fat ซึ่งซัมซุงบอกว่าการจะออกกำลังกายหรือคุมอาหารต้องรู้ถึงต้นตอก่อนถึงจะแก้ได้อย่างถูกจุด ซึ่งเขาจะใช้เซนเซอร์ BIA วัดสัดส่วนของร่างกาย จากนั้นเราก็สามารถตั้งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำขึ้น

ส่วนสายทำกิจกรรมหนักๆ ชอบผจญภัยก็มี Galaxy Watch 5 Pro เอาใจคนชอบทำกิจกรรม Outdoor ออกกำลังกายจริงจัง รวมถึงชื่นชอบกีฬา Extream สิ่งที่แตกต่างจากรุ่นปกติคือตัวเรือนมีขนาดใหญ่ขึ้น วัสดุผลิตมาจากไทเทนเนียมที่แข็งแรงกกว่า รวมถึงกระจกแซฟไฟร์เองก็แข็งแรงเพิ่มขึ้น 2 เท่า

นอกจากนั้นยังมี GPS เพิ่มเข้ามา สำหรับติดตามเส้นทางการออกกำลังกาย รวมถึงโหลด Pre-route Set ที่คนอื่นๆแชร์ไว้ เพื่อตามรอยการออกกำลังกายได้ อาาจจะเป็นเส้นทางการวิ่ง การขี่จักรยาน เดินป่า ถ้าเราอยากแชร์เส้นทางของเรากับคนอื่นก็ทำได้เหมือนกันนะ ที่สำคัญในกรณที่เราเกิดออกนอกเส้นทางหรือหลงทางก็มีฟีเจอร์ Track Back ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นของเราได้ ส่วนแบตเตอรี่สามารถใช้งานได้ 80 ชั่วโมง แต่ถ้าใช้ GPS หนักๆก็จะใช้ได้ราวๆ 20 ชั่วโมง

 

Galaxy Buds 2 Pro

มาปีนี้  Galaxy Buds 2 Pro เน้น 2 เรื่องหลักๆที่ผู้ใช้ต้องการ เรื่องแรกของการปรับดีไซน์ใหม่ให้มีขนาดลดลง 15% เพื่อให้สวมใส่สบายขึ้น ปวดหูน้อยลง ใช้งานได้ตลอดทั้งวัน มีการเพิ่มขนาดช่องลมดักเสียงใหญ่ขึ้น 2 เท่า เมื่อมารวมกับไมโครโฟน 3 ตัวทำให้ตัดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีขึ้น

เรื่องที่สองคือ คุณภาพเสียงที่อัปเกรดให้รองรับไฟลืเสียง 24-bit Hi-Fi จากรุ่นเดิมที่รองรับแค่ 16-bit นั่นหมายความ เราจะได้ยินรายละเอียดเสียงมากขึ้น ตั้งแต่เสียงสูง เสียงกลาง เสียงต่ำ จนไปถึงการแยกเสียงของเครื่องดนตรี เสียงร้องทำให้ได้อรรถรสเต็มอิ่มมากขึ้น