การดูทีวีในปี 2020 จะเหมือนเดิมอยู่รึไม่ งาน CES 2020 มีบางคำตอบให้ ด้วยบริการสตรีมมิ่งจากผู้บริการรายใหม่ๆ ที่พยายามทำให้คุณตัวติดกับสมาร์ทโฟนมากขึ้น

ภาพโดย StockSnap จาก Pixabay

ปกติแล้วในงาน keynote นั้นจะถูกครอบครองด้วยผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หรือผู้ผลิตอุปกรณ์รายใหญ่ๆ แต่มาปีนี้เราได้เห็นผู้บริหารจากสถานีโทรทัศน์ยักษ์ใหญ่อย่าง NBC และ CBS ขึ้นเวทีเปิดตัวบริการสตรีมมิ่งน้องใหม่อย่าง Quibi และ Tubi ทำให้สงครามสตรีมมิ่งเริ่มร้อนระอุขึ้น ยิ่งในปีนี้เราจะได้เห็น NBC Universal และ WarnerMedia เตรียมเปิดตัวบริการใหม่มาแย่งชิงเงินในกระเป๋าผู้บริโภค ในขณะที่บางบริษัทนั้นเน้นเจาะตลาดแบบเล็กๆเพื่อดึงคนดูมาจาก YouTube

งาน CES ในปีก่อนๆทำให้เราเห็นโรดแมปของอุตสาหกรรมทีวีมากขึ้น อย่างในปี 2015 เราได้เห็นความพยายามในเรื่องของ Cord-cutting การรับชมคอนเทนท์ผ่านออนไลน์มากขึ้น ในปีนั้นเราได้เห็นผู้ให้บริการทีวีดาวเทียมอย่าง Dish ประกาศเปิดตัวบริการใหม่ ส่งสัญญาณแพร่ภาพผ่านอินเทอร์เน็ต มีแพคเกจให้เลือกเหมือนเคเบิลทีวีแต่มีราคาที่ถูกกว่า จากนั้นค่ายอื่นๆอย่าง  Sony, DirecTV, Google, Hulu ก็ออกบริการแบบเดียวกันตามออกมา แน่นอนเวลาผ่านไป 5 ปี บางรายก็ต้องถอนตัวออกไปเนื่องจากการแข่งขันที่สูง

Netflix

ตอนนี้เราเริ่มเห็นเจ้าของคอนเทนท์อย่างสถานทีโทรทัศน์และเจ้าของรายการต่างๆเริ่มให้บริการสตรีมมิ่งแบบรายเดือนเหมือนกับ Netflix ขายตรงให้ผู้ชม ที่เห็นชัดๆก็มี Disney Plus ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ส่วน HBO Max จาก WarnerMedia และ Peacock จาก NBCUniversal จะเปิดตัวในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า  ไม่ใช่คู่แข่งจากสื่ออย่างเดียว แต่บริษัทเทคโนโลยีอื่นๆก็มาร่วมแย่งชิงส่วนแบ่งจากตลาดนี้ด้วยหลังจากเห็นความสำเร็จของ Netflix ที่เห็นได้ชัดก็คือ Apple TV+ ของ Apple รวมถึง Quibi ที่มีอดีตผู้บริหารของ Disney studios สนับสนุนอยู่

เทรนด์แสดงให้เห็นว่าคนยอมจ่ายเงินเพื่อคอนเทนท์ที่ตัวเองอยากดู ซึ่งเม็ดเงินในธุรกิจนี้จะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้มีคู่แข่งรายใหม่ๆโผล่มาเรื่อยๆในส่วนของ Quibi นั้นมีการลงทุนมากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์เพื่อสร้างรายการใหม่ๆโดยได้รับการสนับสนุนจากผู้สร้างภาพยนตร์รายใหญ่ๆ ซึ่งเตรียมรายการใหม่เอาไว้มากกว่า 20 รายการ ตัวอย่างรายการที่ปล่อยออกมาแล้วก็มี “Chrissy’s Court” จาก Chrissy Teigen โดยจะเปิดให้บริการ 6 เมษายนนี้ในราคาเดือนละ 5 ดอลลาร์หรือประมาณ 150 บาทซึ่งจะมีโฆษณาคั่น แต่ถ้าไม่อยากดูโฆษณาจ่ายเพ่มเป็นเดือนละ 8 ดอลลาร์หรือ 240 บาท

ในส่วนของการรับชม เราจะเห็นคอนเทนท์ต่างๆออกแบบมาให้รองรับการรับชมผ่านอุปกรณ์พกพามากขึ้น คอนเทนท์วิดีโอจะออกแบบให้สั้นลงมีความยาวไม่เกิน 10 นาที แบ่งเป็นตอนๆเพื่อให้เหมาะสมกับการรับชมระหว่างเดินทางที่คนมีสมาธิจำกัด

นอกจากการผลิตคอนเทนท์มากขึ้น ปล่อยในหลากหลายช่องทางแล้ว ทางสถานีโทรทัศน์รวมถึงเจ้าของคอนเทนท์ต่างๆ ยังมีการเก็บข้อมูลคนดูเพื่อนำมาวิเคราะห์พฤติกรรมการดูทีวี เพื่อให้การวางแผนโฆษณาได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงใช้แนะนำรายการใหม่ๆที่คาดว่าคนดูจะสนใจได้ด้วยเพื่อให้คนดูไม่เปลี่ยนช่องไปไหน

ปัจจุบันคนดูมีตัวเลือกที่เยอะขึ้น ยิ่งมีเทคโนโลยีใหม่อย่าง หน้าจอที่แสดงผลได้ละเอียดยิ่งขึ้น และการมาของ 5G รับส่งสัญญาณภสพและเสียงความเร็วสูงทำให้ทำลายขีดจำกัดในการรับชมคอนเทนท์ แต่ตัวเลือกที่มากก็มีข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายซึ่งผู้ชมไม่สามารถเลือกใช้ทุกบริการได้ ดังนั้นเขาจะเลือกจ่ายเงินเฉพาะที่ตรงกับความสนใจของตัวเองมากที่สุด

VIA cleveland