หนึ่งในแอปโซเชียลมาแรงสุดๆ Clubhouse ที่คนทั่วโลกหันมาใช้งานเยอะขึ้นในรอบสัปดาห์ วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับแอปนี้ว่ามีจุดเด่นยังไง ทำไมถึงเกิดกระแสขึ้นมา

 

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ Clubhouse กลายเป็นที่น่าจับตาก็คือ  การที่คนดังรวมถึงผู้นำทางความคิดต่างๆในหลายแวดวงเข้ามาใช้งานมาขึ้น ในไทยเริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อปลายเดือนผ่านมา ตอนที่ Elon Musk ได้ถูกเชิญไปพูดเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของ GameStop ที่เป็นกระแสร้อนแรง ที่นักลงทุนรายย่อยรวมตัวลุกขึ้นมาล้มยักษ์ใน Wallstreet  หลังจากนั้นก็มีการเชิญไปคุยในหัวข้อแผนการใช้ชีวิตบนดาวอังคารเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้แต่ทาง Mark Zuckerberg ยังเข้ามาใช้งาน จนมีข่าวว่าทาง Facebook อาจจะพัฒนาแอปแบบเดียวกับ Clubhouse ออกมา

เรียกว่ามีคนสนใจไปถามหาคำเชิญบน Twitter จนติดเทรนด์ขึ้นมา สร้างความสนใจว่าแอปนี้คืออะไร

แอปนี้พัฒนาโดยบริษัทสตาร์ทอัพชื่อว่า  Alpha Exloration Co. โดยเปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2020 แล้ว โดย Clubhouse นั้นจะเป็นสื่อสังคมออนไลน์ที่ต้องได้รับการเชิญจากผู้ที่ใช้งานอยู่ก่อนแล้ว นั่นหมายความว่าถ้าเราโหลดแอป (ที่ตอนนี้มีเฉพาะบน iOS) จะไม่สามารถใช้งานได้ ต้องรอให้มีคนเชิญก่อน

แม้เรายังไม่ได้รับเชิญแต่เราสามารถเข้าไปลงทะเบียนด้วยซื่อ-นามสกุลและเบอร์โทรศัพท์เพื่อสร้าง User name ของเรารอเอาไว้ก่อนได้เพื่อกันไม่ให้คนอื่นเอาชื่อบัญชีที่เราต้องการไปใช้ก่อน ในกรณีที่บัญชีของเราใช้งานได้แล้วจะมีสิทธิเชิญเพื่อนได้ 2 คน

รูปแบบการใช้งานนั้นเป็นการพูดคุยด้วยเสียงเป็นหลัก มีการเปิดห้องสนทนาให้ความรู้สึกเหมือนการฟัง Podcast หรือสถานีวิทยุที่เราสามารถคุยโต้ตอบกันไปมาได้ในรูปแบบสดๆแบบ Real time ได้หลายๆคนพร้อมกัน

เมื่อเราได้รับเชิญเข้ามาในแอปเรียบร้อยแล้ว เราจะเห็นห้องต่างๆที่กำลังมีการพูดคุยอยู่โดยจะมีหัวข้ออยู่ด้านบนสุด หากเราสนใจห้องไหนก็สามารถกดเข้าไปฟังได้

เมื่อเข้ามาในห้องที่ต้องการแล้วเราจะเห็นคนทั้งหมดที่อยู่ในห้อง โดยจะแบ่งเป็น  3 สถานะคือ

  • ผู้ควบคุมห้อง (Moderator) จะทำหน้าที่ควบคุมการสนทนา สามารถเปิดปิดไมค์ของผู้พูด เลื่อนสถานะของสมาชิกในห้อง (เปลี่ยนผู้ฟังให้กลายเป็นผู้พูด)
  • ผู้พูด (Speaker) ซึ่งอาจจะมีหลายคนในหนึ่งห้องได้
  • ผู้ฟัง (Audience) ซึ่งผู้ฟังจะไม่สามารถพูดได้ หากต้องการพูดจะต้องกดปุ่มรูปมือที่อยู่มุมขวาล่าง จากนั้นต้องรอให้ผู้ควบคุมห้อง เปลี่ยนสถานะจากผู้ฟังให้เป็นผู้พูด

หากเราฟังห้องนั้นแล้วอยากจะชวญเพื่อเข้ามาก็สามารถกดปุ่ม + ด้านรล่างได้ ส่วนถ้าใครอยากออกจากห้องก็ให้กดที่ปุ่ม Leave Quietly ที่อยู่มุมซ้ายล่าง

ส่วนใครที่อยากหาห้องที่เราสนใจให้กดเข้าไปที่ปุ่มแว่นขยายที่อยู่มุมซ้ายบน พอเข้ามาในหน้านี้จะเห็นสองส่วน คือ ด้านบนจะเป็นการแนะนำคนที่น่าสนใจ ส่วนด้านล่างจะเป็นหัวข้อการสนทนาโดยจะแบ่งเป็นหมวดหมู่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเทคโนโลยี  ศิลปะ ธุรกิจ ความบันเทิง เลือกได้ตามแต่ละคนสนใจ

อยากสร้างห้องเองบ้างล่ะ?

ถ้าเราอยากสร้างห้องเองก็สามารถทำได้ ด้วยการกดที่ปุ่มสร้างห้องด้านล่าง (+Start Room) จากนั้นก็ตั้งชื่อหัวข้อที่เราจะอยากพูดคุยแล้ทำการเลือกรูปแบบห้องที่มีให้เลือก 3 รูปแบบคือ

  • ห้องเปิดที่ทุกคนสามารถเข้ามาฟังได้
  • ห้องแบบโซเชียล ที่เข้ามาฟังได้เฉพาะคนที่ติดตามเรา
  • ห้องปิดที่เข้าได้เฉพาะคนที่เราเลือกเท่านั้น

พอสร้างห้องเรียบร้อยแล้วก็เริ่มการพูดคุยได้ทันที พอพูดจบก็ทำการปิดห้อง โดยสิ่งที่เราพูดไปทั้งหมดนั้นจะไม่มีการบันทึกเสียงเก็บไว้ นั่นหมายความว่าถ้าหากเราไม่อยากพลาดข้อมูลข่าวสารอะไรก็ต้องเข้าไปฟังตั้งแต่ต้น ไม่งั้นอาจจะคุยกับเขาไม่รู้เรื่อง

นอกจากระบบห้องแล้วยังมีระบบ Club ที่เราไม่สามารถเปิดใช้งานได้ทันที ต้องมีการยื่นเรื่องเข้าไปขอเปิดก่อนถึงจะใช้งานได้

จุดเด่นของ Clubhouse 

1.การสื่อสารแบบสองทางกับผู้ใช้จำนวนมากทำให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้แบบ Real time นอกจากนั้นน้ำเสียงยังบอกอารมณ์ความรู้สึกทำให้เราอินกับเรื่องนั้นๆได้ง่ายขึ้น รวมถึงการมีเฉพาะเสียงอย่างเดียวสามารถทำให้ฟังและทำกิจกรรมอื่นๆไปพร้อมกันได้โดยไม่ต้องมองจอตลอดเวลา

2.ตัว Speaker ที่เรียกว่ารวมสารพัดคนดัง กูรู ผู้นำทางความคิดจากหลากหลายวงการ ทำให้คนสนใจเข้ามาใช้งานมากขึ้น ด้วยการสร้างความใกล้ชิดกับคนที่เราชื่นชอบ ผ่านการสร้างความรู้สึกแบบ Exclusive ไม่ใช่ทุกคนที่จะเข้ามาฟังได้ เนื่องจากแอปต้องมีการเชิญเข้ามาใช้งาน ยิ่งมีการบอกปากต่อปากไปทำให้คนสนใจมากขึ้น

3.ตัวคอนเทนท์มีความสดใหม่ เนื่องจากจัดแบบ Live และไม่มีการบันทึกเสียงให้มาฟังย้อนหลังได้ จึงทำให้คนกลัวพลาดเรื่องที่ตัวเองสนใจ ต้องเข้ามาร่วมตั้งแต่ช่วงต้นๆ

ทั้งหมดนี้คือความน่าสนใจของ Clubhouse ซึ่งก็ต้องมาดูกันต่อว่า หลังจากกระแสลดลงไป แอปนี้จะยังคงรักษาฐานผู้ใช้ได้อยู่หรือไม่ เมื่อมีข่าวว่าคู่แข่งอย่าง Twitter และ Facebook เองจะพัฒนาฟีเจอร์แบบเดียวกันออกมา