คงมีแค่บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่แห่งที่กล้าเปิดบ้านให้สื่อมวลชนเข้าไปทำข่าวแบบเจาะลึกแบบ Huawei ไม่ใช่แค่สำนักงานใหญ่ แต่เปิดให้เข้าไปถึงสายพานการผลิต ทำความรู้จักลึกถึงขั้นตอนการทดสอบและประกอบเครื่อง

Huawei

Huawei

รอบนี้ทางทีมงาน Dailygizmo และอีกหลายสื่อได้รับเชิญให้เดินทางไปบุกสำนักงานใหญ่ของ Huawei ถึงเมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน เพราะอยากให้เรารู้จักศักยภาพของเค้าว่าทำอะไรได้มากกว่าที่หลายคนรู้ มีเคล็ดลับยังไงจากก่อนหน้านี้ถ้าเอ่ยถึงแบรนด์จีน หลายคนจะร้องยี้ว่าจะสู้แบรนด์ตะวันตกได้เหรอ แต่หัวเว่ยสามารถข้ามผ่านจุดนั้นมาได้ กลายเป็นแบรนด์ระดับ Global ที่คนทั่วโลกให้การยอมรับใช้งานมากกว่า 170 ประเทศทั่วโลก เข้าไปติด 500 บริษัทใหญ่ของนิตยสารฟอร์จูน ในอันดับที่ 83 ด้วยพนักงานกว่า 180,000 คน ถือเป็นหนึ่งบริษัทที่ทรงอิทธิพลในแวดวงไอที

Network

จริงๆแล้ว Huawei นั้นอาจจะใหม่แค่ในตลาดสมาร์ทโฟนที่เริ่มเข้ามาทำตลาดแค่เพียง 10 ปีนิดๆเอง แต่จริงๆแล้วหัวเว่ยเริ่มก่อตั้งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว โดยเน้นการผลิตอุปกรณ์เครือข่ายให้กับบริษัทโทรคมนาคมต่างๆ ซึ่งลูกค้าเนี่ยก็มีทั่วโลกเลยล่ะ รวมถึงโอเปอเรเตอร์บ้านเราด้วย ซึ่งที่สำนักงานใหญ่เองก็มีส่วนของ Exhibition จัดแสดงผลิตภัณฑ์เครือข่ายและการนำไปใช้ต่อยอดด้าน IoT ที่เมืองต่างๆทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ พัฒนาตัวเองไปเป็น Smart City เชื่อมต่อการทำงานของอุปกรณ์และระบบต่างๆเข้าด้วยกันเพื่อให้ทำงานฉลาดขึ้น เริ่มตั้งแต่ของชิ้นเล้กๆอย่าง เสาไฟฟ้าอัจฉริยะที่เป็นทั้งไฟให้ความสว่างมีกล้องวงจรปิดในตัวพร้อมช่องเสียบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ถังขยะอัจริยะปล่อยไวไฟได้แถมมีช่อง USB ให้ชาร์จมือถือได้ด้วย ไล่ไปจนถึงระบบใหญ่ๆที่ครอบคลุมหลายๆอุตสาหกรรม มีทั้งระบบจดจำใบหน้าเอามาใช้รักษาความปลอดภัย กล้องความละเอียดสูงเพื่อการศึกษาผ่านระบอินเตอร์เน็ตหรือการแพทย์ ระบบคมนาคมขนส่ง ระบบไฟฟ้า แม้กระทั่งวงการทีวีเองก็นำระบบ Cloud มาใช้ตัดต่อวิดีโอ 4K ได้แบบ Realtime ได้ทันที หลายชิ้นเอาไปใช้จริงแล้วในหลายประเทศ

 

 

 

 

หัวเว่ยเองก็เรียกว่าให้บริการแบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่ การผลิตชิปเซ็ต NB-IoT Module สำหรับนำไปใส่ในอุปกรณ์ต่างๆรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ, มีแพลตฟอร์ม IoT ของตัวเองเพื่อช่วยให้ของทั้งหมดคุยกันรู้เรื่องในภาษาเดียวกัน, อุปกรณ์ลูกข่ายและโครงข่าย  รวมไปถึงระบบ Cloud เรียกว่าถ้าอยากได้คำแนะนำหรือ Solution ด้านเครือข่ายมาที่นี่ที่เดียว จบทุกความต้องการ แน่นอนว่าประสบการณ์และองค์ความรู้เหล่านี้ที่สั่งสมมานานก็ได้ถูกส่งต่อไปยังธุรกิจสมาร์ทโฟนด้วย

Quality มาก่อน

ข้ามมาดูในส่วนของสมาร์ทโฟนนั้น สิ่งที่ Huawei ให้ความสำคัญอันดับแรกเลยก็คือ คุณภาพของตัวผลิตภัณฑ์ เพราะถ้าของไม่ดีจริงลูกค้าซื้อครั้งเดียวก็คงไม่กลับมาซื้อใหม่ ซึ่งทางหัวเว่ยเองก็ได้จับมือกับองค์กรต่างๆมาช่วยตรวจสอบคุณภาพ เช่น แบตเตอรี่ก้ได้รับการรับรองจาก TÜV Rheinland ของเยอรมันว่าใช้งานได้อย่างปลอดภัย

อีกสิ่งที่หัวเว่ยลงทุนอย่างมากก็คือเรื่องของกาววิจัยและพัฒนาซึ่งเป็นหัวใจ  Innovation หรือนวัตกรรม ซึ่งเค้ามองว่าถ้าที่ไหนเก่งเรื่องอะไรก็จะไปเปิดศูนย์ R&D ที่นั่น เช่น เยอรมันเก่งเรื่องกล้องก็จะไปตั้งศูนย์พัฒนากล้องที่นั้น ดึงคนเก่งและองค์ความรู้ในพื้นที่มาใส่ในผลิตภัณฑ์ของตัวเอง จนตอนนี้มีศูนย์ R&D ถึง 15 แห่งทั่วโลก ทั้งในอเมริกา สวีเดน รัสเซีย แถมมี Joint Innovation Center ที่ไปร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆอีกกว่า 35 แห่ง อย่างปีนี้เองทางหัวเว่ยเปิดตัวชิปเซ็ต Kirin 970 ที่มาพร้อมหน่วยประมวลผล AI ในตัว ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้าน Innovation ซึ่ง AI ที่ใส่เข้ามานั้นไม่ใช่แค่กิมมิคให้ขายของได้ แต่มันเข้าไปฝังอยู่ในฟีเจอร์ต่างๆที่เราได้ใช้งานจริงๆ ทั้งการถ่ายภาพที่ช่วยเลือกโหลดต่างๆให้เรา ช่วยปรับค่าต่างๆให้เราถ่ายรูปได้เก่งขึ้นแม้จะไม่ใช่มืออาชีพก็ตาม เข้าใจพฤติกรรมการใช้งานเราเพื่อจัดสรรคการใช้งานแบตเตอรี่ ซึ่ง AI ที่ใส่มานั้นจะถูกฝึกมาแล้วระดับนึง ยิ่งเราใช้งานบ่อยมันก็จะเข้าใจ รู้ว่าเราต้องการทำอะไร

ด้วยความที่หัวเว่ยเองเป็นบริษัทเอกชน ส่งผลให้การดำเนินงานทุกอย่างจึงมีความคล่องตัวสูง แถมยังมีการแจกหุ้นให้กับพนักงานเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น พ่วงด้วยนโยบายที่น่าสนใจก็คือ Openess คือการเปิดกว้างกับบริษัทต่างๆ เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น Leica เองที่มีชื่อเสียงเรื่องการถ่ายภาพ มาช่วยพัฒนาเลนส์และอินเตอร์เฟซการใช้งานให้ , Pantone ที่ช่วยออกแบบสีตัวเครื่องให้มีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้น นั่นหมายถึงความเปิดกว้่งความร่วมมือใหม่ๆที่ตอบโจทย์ผู้ใช้

R&D

หนึ่งในแผนกที่ทีมงาน DailyGizmo ได้เข้าไปชมก็คือ R&D Testing Lab ตั้งอยู่ที่เซินเจิ้น ศูนย์นี้จะเปรียบเหมือนห้องทรมานเครื่องสารพัดรูปแบบ ถ้าใครที่รักและทะนุถนอมมือถือมาเห็นคงจะตกใจกับสารพัดวิธีในการทดสอบ ต้องทำถึงขนาดนี้เลยเหรอ โดยมือถือที่ออกแบบใหม่ทั้งหมดต้องผ่านการทดสอบจากห้องนี้ให้มั่นใจ ก่อนจะส่งไม้ต่อไปยังไลน์การผลิต การทดสอบเองก็คำนึงถึงการใช้งานในชีวิตประจำวันโดยใช้เครื่องมาจำลองสถานการณ์ต่างๆ เช่น

  • การ Drop Test ที่เริ่มตั้งแต่การนำมือถือไปใส่ในเครื่องหมุน ดูการตกระยะ 50 เซนติเมตรในรูปแบบที่เราคาดเดาไม่ได้ไปเรื่อยๆ ว่าการตกแบบไหนจะทำอันตรายกับเครื่องได้บ้าง เท่านั้นยังไม่พอยังมีอีดเครื่องการดูการตกกระทบของมุมในระยะ 1 เมตรด้วย ทดสอบวนไป 1,000 ครั้งจนกว่าจะมั่นใจ
  • การทดสอบแรงกดทับ ในกรณีที่เราลืมมือถือบนโซฟาแล้วเผลอนั่งทับหรือใส่มือถือไว้ที่กระเป๋ากางเกงด้านหลังแล้วเผลอนั่งลงโซฟาโดยลืมหยิบออกมา ขั้นตอนนี้เค้าจะใช้เครื่องกดน้ำหนักประมาณ 25 กิโลกรัมลงไปเพื่อดูการรับน้ำหนัก
  • ตัวเครื่องเองก็ต้องมีการทดสอบการกระแทก ,บีบอัดและการบิดงอจากด้านข้างว่าจะแข็งแรง ไม่เปลี่ยนรูปได้รึไม่

 

 

 

 

 

 

  • ปุ่มด้านข้างเองทั้งปุ่ม Powerและปุ่มเพิ่มลดเสียง ก็ต้องมีการกดทดสอบ กดย้ำๆซ้ำๆนับเป็นหมื่นๆครั้ง
  • แม้แต่รายละเอียดเล็กๆน้อยๆ อย่างขั้วอแดปเตอร์ที่ต้องผ่านการการถอดเข้าถอดออกเป็นหมื่นครั้ง หรือสายชาร์จก็ต้องเหวี่ยงต้องจับหมุนดูความแข็งแรงว่าจะไม่ขาดได้อย่าง่ายดายเวลาใช้จริง
  • เนื่องจากมือถือเองวางขายไปทั่วโลก มีทั้งคนที่ใช้งานในภูมิภาคหนาว คนที่ใช้งานในสภาพอากาศที่ร้อนจัด ดังนั้นหัวเว่ยจำเป็นต้องทดสอบตัวเครื่องเมื่ออยู่ในอุณหภูมิที่ต่างกันสุดขั้ว ร้อนและหนาว ความชื้นและความกดอากาศที่สภาวะต่างๆกัน เพื่อทดสอบ realiabity ของตัวมือถือเองว่าจะใช้งานได้ทุกสภาวะจริงได้นานแค่ไหน

แต่สิ่งที่อยากจะย้ำให้เข้าใจตรงกันก็คือการทดสอบนี้เป็นการทดสอบในแล็ปที่ควบคุมตัวแปรบางอย่างเอาไว้แล้ว กลับกันในชีวิตจริงนั้นจะมีตัวแปรอื่นๆเพิ่มเข้ามา เช่น พื้นผิวของพื้นที่ทำตก แรงกระแทก ซึ่งอาจทำให้ผลไม่เหมือนกับในแล็ป

Production Line

โรงงานที่ได้เข้าชมแห่งนี้จะเป็นโรงงานที่ผลิตสมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงอย่างในตระกูล P และ Mate Series  บนพื้นที่กว่า 39,000 ตารางเมตร ที่นี่จะใช้เป็นที่ประกอบตัวเครื่องเริ่มตั้งแต่ขั้นตอนพิมพ์แผนวงจรไปจนถึงประกอบตัวเครื่องแพคใส่กล่งพร้อมขาย จากนั้นก็จะมีหุ่นยนต์มาขนของไปเก็บในโกดังก่อนที่จะนำไปจัดจำหน่ายต่อไป หัวเว่ยถือเป็น 1 ใน 3 ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนที่ออกแบบและผลิตชิปเซ็ตเอง (อีกสองรายก็คือ ซัมซุงและ Apple) ตรงส่วนทางเข้าไลน์ผลิตนั้นจะมีเครื่องโชว์ให้เห็นว่าผลิตรุ่นอะไรบ้าง

 

 

 

 

 

 

ต้องบอกก่อนว่าในโรงงานนั้นจะห้ามถ่ายภาพเด็ดขาดเพราะ ทั้งหมดเป็นความลับ ก่อนเข้านั้นจะต้องใส่ชุดคลุม ใส่หมวกรวบผม เปลี่ยนรองเท้าให้เรียบร้อย ส่วนอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์และของใช้ที่เป็นโลหะจะต้องฝากไว้ในตู้เก็บของก่อน ห้สานนำเข้าไปในส่วนของไลน์ผลิต ซึ่งตรงทางเข้าจะมีเครื่องตรวจโลหะติดตั้งเอาไว้คอยเช็คพนักงานเข้าออก เมื่อเข้าไปในไลน์ผลิต เราจะเห็นขั้นตอนการผลิตทั้งหมด เริ่มตั้งแต่การนำแผ่นวงจรมาสกัดลาย ติดตั้งชิ้นส่วนเข้าไปเมื่อผ่านสเตชั่นต่างๆจนบรรจุกล่องเรียบร้อย แม้กระบวนการผลิตส่วนใหญ่จะใช้ระบบอัตโนมัติซะเป็นหลัก แต่ก็ยังมีกระบวนการบางอย่างที่จำเป็นต้องใช้คนอยู่ โดยเฉพาะขั้นตอนประกอบชิ้นส่วนที่มีความอ่อนไหวง่าย อย่างเช่น กล้องและชิ้นส่วนที่เป็นยางต่างๆ เพราะหุ่นยนต์นั้นยังไม่ฉลาดเท่าคนว่าต้องผ่อนหนักผ่อนเบายังไง

สิ่งที่ต้องกดไลค์ให้ก็คือ การใส่ใจคุณภาพการผลิตทุกระบวนการ โดยจะมีการตรวจสอบ QC เป็นระยะๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้ Computer Vision มาเปรียบเทียบว่า ติดตั้งชิ้นส่วนแผงวงจรครบและตรงตำแหน่งมั้ย นั่นเพราะว่ามือถือเครื่องนึงนั้นประกอบด้วยชิ้นส่วนเล็กๆ 3000-5000 ชิ้น การทดสอบเซนเซอร์สแกนลายนิ้วมือเสร็จแล้วก็ทำการทดสอบตกลงกล่องในระยะ 10 เซน การทดสอบลง Firmware ว่าเครื่องที่ประกอบมาทำงานได้มั้ย นอกจากนั้นไลน์การผลิตบางจุดนั้นจะเป็นเทคโนโลนีที่ทางหัวเว่ยพัฒนาขึ้นมาเองเพื่อให้ทำงานได้เร็วขึ้น

ทั้งหมดนี้ก็เพื่อพันธกิจหลักของหัวเว่ยที่ต้องการตั้งเป้าเป็น Best Customer Experience สมาร์ทโฟนที่ให้ประสบการณ์ใช้งานที่ดีที่สุด เมื่อได้ใช้แล้วถูกใจ คนเหล่านี้ก็จะบอกต่อและแนะนำให้คนรู้จักใช้ กลายเป็น Brand Ambassdor โดยปริยาย ซึ่งสิ่งนี้เองจะทำให้ครองใจผู้บริโภค ส่งผลแบรนด์เติบโตได้อย่างยั่งยืน  เห็นอย่างนี้แล้วทางฝั่งที่หนึ่งและที่สองอย่าง Samsung และ Apple เองก็คงอยู่เฉยไม่ได้ เมื่อหัวเว่ยตั้งเป้าที่จะล้มสองแบรนด์นี้ให้ได้เพราช่องว่างเริ่มเหลือน้อยขึ้นทุกที

ส่วนในปีหน้าเราจะได้เห็นนวัตกรรมอะไรใหม่ๆบ้าง ช่วงงาน Mobile World Congress 2018 เราน่าจะเห็นทิศทางกันว่าเทรนด์กำลังจะมุ่งไปในทิศทางไหน