หลายคนน่าจะเคยได้ยินได้ฟัง เรื่องของเอไอกันมาบ้างพอสมควรแล้ว นี่คือเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่จะเข้ามามีบทบาทอย่างมาก ในแทบจะทุกอุตสาหกรรม ไม่ใช่เฉพาะโลกเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังรวมถึงภาคการเงิน การบริการ อุตสาหกรรม และการเกษตร

แต่ปัญหาที่ผ่านมาคือการใช้เทคโนโลยี AI ในไทย ถูกผูกติดอยู่กับแพลทฟอร์มจากต่างชาติ หรือผู้ประกอบการรายใหญ่ DATA อันมีคุณค่าของคนไทย จึงไหลออกนอกประเทศ การเข้าถึงข้อมูลอันเป็นกุญแจสำคัญในการทำธุรกิจยุคนี้ ผู้ประกอบการรายย่อยได้แต่มองตาปริบๆ

แต่ต่อไปนี้ ความหวังในการเข้าถึงเทคโนโลยี AI ของผู้ประกอบการคนไทย โดยเฉพาะรายย่อยดูจะไม่ใช่เรื่องไกลตัวนัก หลังจากที่ AI FOR THAI แพลทฟอร์มเอไอ ของคนไทยแท้ๆ ซึ่งเป็นผลงานวิจัย และพัฒนา โดย เนคเทค สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ภายใต้การสนับสนุนของ CAT INET pantip.com และ KBTG ได้เปิดตัวขึ้นสดๆ ร้อนๆ ในวันนี้ (9 ก.ย 62) ที่งานประชุมวิชาการและนิทรรศการเนคเทค 2562

AI for Thai พัฒนาจากการรวบรวมผลงานวิจัย และการพัฒนาทางด้าน AI โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์ที่สุดคนคนไทย คือ เรื่องการประมวลภาษาไทยอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด ยังมีการประมวลภาพต่างๆ ในบริบทของความเป็นไทย และงานด้านการสร้างการรู้ จำ และ สร้างเสียงพูดภาษาไทย

บริการบนแพลตฟอร์ม AI for Thai ถูกจำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Language, Vision และ Conversation
โดย Language จะเป็นบริการด้านประมวลผลข้อความภาษาไทย เช่น Word Segmentation, POS Tagging, Named Entity Recognition ประกอบด้วย Basic NLP (ประมวลผลภาษา) TAG Suggestion (แนะนำป้ายกำกับ) Machine translation (แปลภาษา)Sentiment Analysis (วิเคราะห์ความเห็น)

Vision เป็นบริการด้านวิเคราะห์ และเข้าใจภาพ และวิดีโอหลากหลาย เช่น OCR, Face Recognition, Person Heatmap ประกอบด้วย Character Recognition (แปลงอักษรภาพเป็นข้อความ) Object Recognition (รู้จำวัตถุ) Face Analytics (วิเคราะห์ใบหน้า) Person & Activity Analytics (วิเคราะห์บุคคล)
.
และ Conversation บริการด้านสนทนาแบบครบวงจร ได้แก่ Speech to Text (แปลงเสียงพูดเป็นข้อความ)Text to Speech (แปลงข้อความเป็นเสียงพูด) และ Chatbot (ระบบโต้ตอบทางข้อความอัตโนมัติ)

ตัวอย่างการนำไปใช้งาน Virtual Assistant : JibJib

ภายใน ‘JibJib’ ประกอบด้วยเทคโนโลยี 3 ตัวหลัก ของเทคโนโลยีหมวด Conversation อันได้แก่ Speech to text (Partii), Chatbot (Abdul), และ Text to speech (Vaja) ที่มีความสามารถในการฟังคำพูด/คำสั่งภาษาไทย ประมวลผลคำตอบและพูดตอบด้วยภาษาไทย

JibJib ถูกนำเสนอด้วยลักษณะของ 3D Avatar ที่เลียนแบบลักษณะคน โดยใส่ Character ความเป็นไทย โดยสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็น Digital Reception ตามร้านต่าง ๆ หรืองาน Expo สำหรับรองรับคำถามคำตอบ ที่ผู้ร่วมงานสงสัยได้ในเบื้องต้น

 

บริการเอไอเหล่านี้ สามารถนำไปใช้กับธุรกิจได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจกลุ่มค้าปลีก (Retail) สามารถใช้โปรแกรม Chatbot เพิ่มโต้ตอบคำถาม แก่ลูกค้าแทนพนักงาน, กลุ่มโลจิสติกส์ ใช้ระบบรู้จำใบหน้า (Face Recognition) เพื่อตรวจจับใบหน้าของพนักงานขับรถ ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือไม่, ด้านการแพทย์ใช้ AI มาวิเคราะห์แนวโน้มความเสี่ยงของโรคส่วนบุคคล หรือการอ่านฟิล์ม X-rays แทนมนุษย์ และถ้าเป็นด้านการท่องเที่ยว สามารถใช้ AI แปลภาษา และสามารถวิเคราะห์รูปอาหารและสถานที่ท่องเที่ยวจากภาพถ่าย
.
ที่สำคัญบริการทั้งหมดนี้เปิดให้ทดลองนำไปใช้กันแบบฟรีๆ ช่วยให้สามารถต่อยอดสร้างสรรค์แอพพลิเคชันของตัวเองได้เร็วขึ้น โดย AI for Thai ตั้งเป้าหมายของผู้ใช้บริการคือ นักพัฒนาระบบ ผู้ประกอบการบริษัท SME Start up และบริษัททั่วไปด้วย

ดร.ชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สวทช. ผู้พัฒนา AI for Thai บอกว่า ในปี 2030 อุตสาหกรรม AI จะเข้ามามีบทบาทต่อเศรษฐกิจอย่างมาก โดยที่จีนจะเป็นประเทศที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจจากอุตสาหกรรม AI สูงที่สุดในโลก คือ 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามด้วยภูมิภาคอเมริกาเหนือ 3.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นจีน) จะมีมูลค่าเพียงแค่ 9 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เท่านั้น
.
โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันนี้ไทยยังมีดัชนีด้านความพร้อมของภาครัฐต่ออุตสาหกรรม AI แค่ 5.458 อยู่ในอันดับ 56 ของโลก ส่วนอันดับที่ 1 คือสิงคโปร์ ที่มีดัชนีสูงถึง 9.186 ตามด้วย อังกฤษ 9.069 และเยอรมนี 8.81สหรัฐ 8.804 และ 8.772

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องเร่งสร้างการรับรู้ สร้างความเข้าใจในอุตสาหกรรม AI เพื่อให้เกิดการประยุกต์เข้ากับภาคธุรกิจในไทยให้เกิดโดยเร็วที่สุด จึงเป็นที่มาของการพัฒนา AI for Thai ซึ่งเกิดขึ้นจากการรู้ถึงปัญหา และอุปสรรคของผู้ระกอบการไทย
.
ทั้งหมดนี้เพื่อให้ ผู้ประกอบการไทย มีเครื่องมือในการพัฒนาบุคลากร AI เชิงลึก และตรงกับโจทย์ของคนไทย นักวิจัย นักศึกษาได้มีเครื่องมือด้าน AI ในการทดสอบ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมมี S- Curve ด้านเอไอแบบก้าวกระโดด และ Start up สามารถทดลองสร้างนวัตกรรมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
.
ซึ่งสุดท้าย ประเทศไทย จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าเทคโนโลยิ AI ด้านต่างๆ จากการที่เรากลายเป็น “ผู้พัฒนา” ไม่เป็นเพียงแต่ “ผู้ใช้” อีกต่อไป เหมือนที่ทุกวันนี้เราได้แต่เป็นเพียงผู้ใช้แพลทฟอร์มจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Google Facebook และ Line ซึ่งก่อให้เกิดการไหลออกของเม็ดเงินในประเทศจำนวนมหาศาล
.
ใครที่สนใจที่จะไปลองเล่น หรือต่อยอดการพัฒนา AI ในธุรกิจของตัวเอง ลองเข้าไปที่ https://aiforthai.in.th ได้เลยครับ