เรียกว่าเติบโตอย่างต่อเนื่องกับการค้าขายออนไลน์ทั้งในไทยและทั่วโลก และนี่คือ 5 เทรนด์ของ E-commerce ที่กำลังจะมาในปี 2020 ใครที่ค้าขายออนไลน์ต้องรู้ไว้

Social Commerce ยังคงมาแรง

การค้าขายผ่านช่องทางโซเชียล ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram หรือ LINE ยังคงมาแรง โดยเฉพาะการซื้อขายผ่านแชทหรือ Conversation Commerce ที่มาแรงสุดๆ โดยผลสำรวจล่าสุดของ Facebook ร่วมกับ BCG Group แสดงให้เห็นว่าคนไทยซื้อขายผ่านแชทมากเป็นอันดับต้นๆของโลก ที่การอขายผ่านแชทได้รับความนิยมมากเพราะคนซื้อรู้สึกใกล้ชิดกับคนขาย ได้พูดคุยก่อน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ว่าของที่ซื้อมีตำหนิรึเปล่า ต่อรองราคาได้ด้วย เลือกวิธีจ่ายเงิน เลือกเวลาส่งของที่สะดวก รวมถึงต่อรองราคาสินค้า ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้ซื้อมีความมั่นใจมากขึ้นกล้าจับจ่ายมากขึ้น

Global Player

ธุรกิจ E-commerce จะมีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น โดยเฉพาะรายใหญ่ในตลาดไทยนั้น Shopee, Lazada และ JD Central นั้นจะทุ่มงบในการดึงให้คนมาซื้อของผ่านออนไลน์มากขึ้น เล่นโปรโมชั่น ราคา ลด แลก แจกแถม เพื่อดึงให้คนมาซื้อมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีผู้เล่นรายใหม่ๆจากทั่วโลกที่ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ทำลายกำแพงเรื่องของพื้นที่ เราจะเห็นได้ว่าร้านจากต่างประเทศก็รุกตลาดเมืองไทยมากขึ้น ง่ายขึ้นแค่ตั้งร้านผ่านออนไลน์โดยเฉพาะสินค้าที่ส่งมาจากจีนที่มีราคาถูกกว่า แม้จะต้องแลกกับระยะเวลาการส่งที่นานขึ้น เพราะฉะนั้นใครที่ขายของที่เหมือนกันต้องจับตาดูให้ดี เพราะในระยะยาวแล้วการลดคาคาไปสู้คงไม่ก่อให้เกิดผลดีสักเท่าไหร่ ร้านหรือแบรนด์อาจจะต้องหาจุดขายอื่นๆมาสู้ เช่น บริการหลังการขายเป็นต้น

หากมองกลับกัน นี่ก็ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการชาวไทยที่จะส่งสินค้าของตัวเอง ออกไปตีตลาดโลก ที่มีฐานลูกค้าจำนวนมหาศาล ซึ่งตัวช่วยต่างๆก็มีให้เลือกไม่ว่าจะเป็น Amazon หรือ TMall ของอาลีบาบาที่มีโปรแกรมช่วยให้ SME ไทยส่งของไปขายบนแพลตฟอร์มของตัวเองได้ง่ายขึ้น

 

แบรนด์หันมาขายตรงกับผู้ซื้อมากขึ้น

ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็วทำให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการค้าขายออนไลน์มีความสะดวกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบการจ่ายเงินที่หลากหลาย การขนส่งที่มีตัวเลือกมากขึ้นแถมยังแข่งที่ความเร็ว ทำให้เจ้าของแบรนด์ต่างๆสามารถลงมาสื่อสารโดยตรงกับลูกค้าได้ด้วยตัวเอง ไม่จำเป็นต้องผ่านตัวกลางอย่าง marketplace ต่างๆ นอกจากนั้นการสื่อสารโดยตรงจะช่วยสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีในระยะยาว รักษาลูกค้าให้อยู่กับแบรนด์ให้ได้นาน ดังนั้นใครที่ทีอีคอมเมิร์ซที่เป็นตัวกลางซื้อมาขายไป จะต้องจับตาดูเรื่องนี้ให้ดีๆ

OMNI-CHANEL การผสมผสานออนไลน์และออฟไลน์เข้าด้วยกัน

อีกเทรนด์ที่กำลังมาแรงสุดๆก็คือ OMNI-CHANEL การผสมผสานออนไลน์และออฟไลน์ด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลทุกส่วนเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ช้อปปิ้งที่ดีได้อย่างไร้รอยต่อ หลายๆห้างสรรพสินค้าเริ่มนำกลยุทธ์นี้มาใช้แล้ว เช่น เปิดให้ลูกค้าสั่งออนไลน์แล้วไปรับที่สาขาที่ต้องการ หรือจะเดินดูสินค้าที่ห้างก่อนแล้วค่อยสั่งออนไลน์ไปส่งที่บ้านทำให้ผู้ซื้อเกิดความสะดวกสบายมากขึ้น ต่างจากร้านออนไลน์ที่ไม่มีหน้าร้าน ไม่สามารถเห็นของจริง ว่ามีตำหนิตรงไหรรึเปล่ากว่ารู้ก็ตอนส่งของมาถึงมือแล้ว ใครที่มีหน้าร้านและขายของออนไลน์ไปด้วยต้องศึกษาเทรนด์นี้ให้ดีว่าจะเอามาช่วยยกระดับการให้บริการได้ยังไงบ้าง

Delivery

เราจะเห็นว่าบริการส่งของนั้นมีผู้เล่นรายๆใหม่ๆเพิ่ม แถมยังมีบริการอย่าง Grab หรือ LINE MAN ที่ส่งได้ทั้งคน ส่งได้ทั้งของ ทำให้ทั้งคนซื้อ คนขายมีตัวเลือกมากขึ้น แถมถ้าเป็นในเมืองก็มีบริการแบบ Same-day Delivery สั่งเช้าตกเย็นของก็ถึงมือแล้ว สิ่งเหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญทำให้คนมั่นใจในการซื้อขงออนไลน์มากขึ้น สั่งแล้วจะได้ของไว ไม่ตกหล่นแน่นอน ยิ่งสมัยนี้คนใจร้อน สั่งของแล้วอยากได้ไวๆ บริการเหล่านี้ตอบโจทย์แน่นอน

ETDA

สำหรับคนที่สนใจเรื่องสถิติของการซื้อขายของออนไลน์ ทาง EDTA เองก็ได้ทำรายงานที่น่าสนใจให้คนที่ค้าขายออนไลน์ได้ทราบถึงข้อมูลสำคัญๆเป็นประจำทุกปี ไม่ว่าจะเป็นรายงานตัวเลขผู้ใชิอินเทอร์เน็ตในประเทศไทย คนไทยใช้เวลาบนโลออกออนไลน์ไปกับอะไร แพลตฟอร์มไหนคนใช้งานเยอะ มีพฤติกรรมการใช้งานเป็นอย่างไร เราสามารถเอาข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อใช้สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกรายงานที่น่าสนใจก็คือ การสำรวจมูลค่าตลาดพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย ที่คนขายของออนไลน์ต้องศึกษาเอาไว้ ตลาดไหนมีการเติบโต ตลาดไหนแข่งขันกันสูง คาดการณ์ตลาดปีหน้าเป็นยังไง เราจะได้เตรียมแผรับมือได้ล่วงหน้า นอกจากนั้นยังมีข้อมูลสำคัญๆที่คนขายของออนไลน์ต้องรู้ เช่น กฎหมายดิจิทัล รายงานความปลอดภัยบนไซเบอร์ เป็นต้น

ใครที่สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ https://www.etda.or.th/documents-for-download.html