ในช่วงสถานการณ์ COVID-19 นั้นทำให้หลายๆธุรกิจต้องหยุดชะงักเพราะการระบาดครั้งใหญ่ แต่ก็ยังมีอีกหลายธุรกิจที่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ลองมาดูในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีกันบ้างว่า มีมีบริษัทเทคโนโลยีกลุ่มไหนบ้างที่ “รุ่ง” และ “ร่วง” ในช่วงล็อกดาวน์

.

รุ่ง: Work from home

แน่นนอนว่าการทำงานที่บ้านนั้นเริ่มเป็น New Normal ในหลายประเทศเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ ส่งผลให้บริษัทเทคโนโลยีที่ที่พัฒนาซอฟต์แวร์เกี่ยวกับการประชุมงานได้รับความนิยมมากขึ้น คนจำเป็นต้องมีติดตั้งไว้ในมือถือหรือคอมพิวเตอร์เพื่อใช้งาน

อย่างแอป ZOOM เองที่ก่อนหน้านั้นคนไทยไม่ค่อยรู้จักแต่พอ COVID-19 มาก็มีการใช้งานสูงขึ้นทั่วโลก ส่งผลให้มูลค่าหุ้นของบริษัทกระโจนจาก 10 ล้านดอลลาร์กลายเป็น 200 ล้านดอลลาร์ในเวลาไม่กี่เดือน

ในส่วนของ Microsoft Teams ตอนนี้มีผู้ใช้แตะ 44 ล้านคนแล้ว ซึ่งในช่วง COVID-19 ระบาดเดือนมีนาคม มียอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นมาถึง 40% ในเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์เท่านั้น โดยฟีเจอร์มีคนต้องการใช้มากที่สุดก็คือ Teamviewer สำหรับส่องการทำงานของพนักงานจากระยะไกล

ทางฝั่งของ Slack แอปแชทที่เน้นด้านการคุยงานนั้นก็มียอดผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ทำสถิติใหม่เป็นรายวันเลยทีเดียว

รุ่ง: Gaming

ในช่วงที่คนกักตัวยู่บ้านนั้น กิจกรรมที่นิยมทำกันมามากเพื่อคลายเครียดก็คือ การเล่นเกมนั่นเอง ส่งผลให้เกมต่างๆมีจำนวนผู้เล่นเพิ่มมากขึ้น ในเคสที่น่าสนใจก็คือ เกม Animal Crossing บนเครื่อง Nintendo Switch เรียกว่าทำยอดขายไปแบบถล่มทลายขึ้นแท่นเกมที่มียอดขายในช่วงเปิดตัวสูงสุด ส่วนเครื่อง Nintendo Switch เองก็มียอดขายเพิ่มขึ้น (แต่ราคาขายก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วยเพราะเครื่องขาดตลาดเนื่องจากโรงงานในจีนหยุดผลิตจากสถานการณ์ COVID-19 นั่นเอง)

ทางฝั่งของเกมออนไลน์ก็มีจำนวนผู้เล่นมากขึ้น อย่างเกม Call of Duty ภาคใหม่ก็มีผู้เล่นผ่านออนไลน์มากกว่า 10 ล้านคนเลยทีเดียว ทางฝั่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าปีนี้ยอดขายเกมจะพุ่งขึ้น 35% ในส่วนของฮาร์ดแวร์จะเพิ่มขึ้น 63%

แต่ปัญหาที่ยังมีอยู่ก็คือ เครื่องคอนโซลรุ่นใหม่และเกมใหม่ที่เตรียมเปิดตัวเพื่อวางจำหน่ายนั้น อาจจะมีการเลื่อนออกไปจากกำหนดเวลาเดิมเนื่องจาก COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่องภาคการผลิตนั่นเองเนื่องจากโรงงานหยุดชั่วคราว ส่วนนักพัฒนาเกมเองก็ต้องหันไปทำงานที่บ้านทำให้ต้องใช้เวลาการทำงานนานขึ้นกว่าเดิม

รุ่ง: Streaming

บริษัทเทคโนโลยีด้านความบันเทิงก็ได้อานิสงค์จากช่วงล็อกดาวน์ โดยเฉพาะบริการสตรีมมิ่ง เนื่องจากคนไม่สามารถออกไปใช้เงินนอกบ้านได้ โรงหนังต่างก็ปิดตัวชั่วคราวกันหมด คนจึงหันไปเสพความบันเทิงผ่านดิจิทัล

ในช่วง COVID-19 นี้ทางด้าน Netflix เองก็มีผู้ใช้ใหม่เพิ่มขึ้น 16 ล้านคนเลยทีเดียว แถมยังโชคดีที่ Original Content ของตัวเองที่มีกำหนดเผยแพร่ในปีนี้นั้น ต่างก็ถ่ายทำจนเสร็จหมดแล้ว นั่นหมายความว่าผู้ชมเองก็จะมีคอนเทนท์ใหม่ๆได้รับชมตลอดทั้งปี

ทางฝั่งของ Disney+ เรียกว่าเปิดตัวได้ถูกจังหวะ ขยายประเทศที่ให้บริการในอังกฤษและประเทศอื่นๆในช่วงปลายเดือนมีนาคมพอดี ส่งผลให้ตอนนี้มียอดผู้ใช้งานรวมทั่วโลกอยู่ที่ 33 ล้านคน เรียกว่าขยับเข้าใกล้เบอร์หนึ่งอย่าง  Netflix ที่มียอดผู้ใช้งานอยู่ที่ 55 ล้านคน

นอกจากนั้นอุตสาหกรรมเพลงก็ยังได้ประโยชน์จากการล็อกดาวน์เช่นกัน  Spotify เองก็มียอดผู้ใช้งานสมัครสมาชิกแบบรายเดือนอยู่ที่ 130 ล้านคนเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของผู้ที่ใช้งานฟรีก็มีรายได้จากการโฆษณามากขึ้น

Netflix

มีทั้งรุ่งและร่วง: Fitness

ClassPass เว็บที่ให้บริการสอนออกกำลังกายออนไลน์ได้ปรับเปลี่ยนตัวเองเป็น แพลตฟอร์มคลาสสอนออนไลน์ผ่านสตรีมมิ่งเนื่องจากยิมและสถานที่ออกกำลังกายต่างๆปิดตัวชั่วคราวทำให้คนหันมาออกกำลังกายมากขึ้น ส่งผลให้มีนักลงทุนสนใจนำเงินมาร่วมลงทุนเป็นจำนวนมาก แต่สถานการณ์ยังไม่สู้ดีนักเพราะมีการลดพนักงานมากกว่าครึ่งนึง หลังจากที่รายได้หดหายไปมากกว่า 95%

ทาง Peloton ผู้ผลิตจักรยานออกกำลังหลังจากที่สตูดิโอต้องปิดตัวลงชั่วคราว ก็ได้หันมาเปิดแพลตฟอร์มออนไลน์สอนปั่นจักรยาน เพื่อโปรโมทการออกกำลังกายและผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ส่งผลให้ยอดขายพุ่งขึ้นถึง 60% เลยทีเดียว

มีทั้งรุ่งและร่วง: Amazon

ทางฝั่งของ Amazon แม้จะมีคนสั่งของออนไลน์มากขึ้น แต่พบกับความลำบากในการดำเนินการในช่วง COVID-19 เนื่องจากข้อจำกัดในการทำงานในคลังสินค้าต่างๆ และการจัดส่ง รวมถึงมีการสไตรค์จากพนักงานเกิดขึ้นด้วยจากประเด็นสวัสดิการและความปลอดภัยในการทำงานของพนักงาน

แต่ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ถือว่าเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกตอนนี้ ในช่วงล็อกดาวน์มูลค่าทรัพย์สินของเขาเพิ่มขึ้นเป็น 2,400 ล้านดอลลาร์ จากมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้น ซึ่งนอกจาก e-commerce แล้วทาง Amazon ยังถือเป็นผู้ให้บริการ cloud-computing รายใหญ่ของโลก ซึ่งรายได้จากส่วนนี้ก็เพิ่มขึ้นด้วย

ร่วง: การคมนาคม

แน่นอนว่าการล็อกดาวน์นั้น คนส่วนใหญ่จะกักตัวอยู่บ้านทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางและคมนาคมได้รับผลกระทบอย่างหนัก อย่างในสหราชอาณาจักรนั้นปีนี้มียอดขายรถยนต์ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์หลังจากที่เกิดขึ้นครั้งล่าสุดในปี 1946

ทางฝั่ง Ride Sharing อย่าง Uber นั้นก็มีการลดพนักงานในออฟฟิศลงถึง 50% ในส่วนของคนขับเองก็ได้รับผลกระทบเนื่องจากผู้โดยสารน้อยลง

ฝั่งของบริการเช่า E-scooters เองก็เผชิญความกดดันอย่างหนัก มีการหยุดให้บริการในหลายพื้นที่ แถมที่อังกฤษยังมีการแบนไม่ให้นำมาใช้งานบนถนนสาธารณะอีกด้วย แต่เนื่องจากยอดขายที่สูงขึ้นทางรัฐบาลเองจึงทำการทดสอบเลนพิเศษเพื่อให้ใช้งานในบางพื้นที่ได้

Uber

ร่วง: คนกลาง/นายหน้า

อีกกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักก็คือ กลุ่มคนกลาง/นายหน้า ที่ไม่ได้มีผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้ของตัวเองให้คนจ่ายเงินซื้อ แต่จะทำหน้าที่เป็นคนกลางให้บริการจับคู่ระหว่างผู้ที่ต้องการขายและผู้ที่ต้องการซื้อ ทำกำไรจากส่วนนี้

เริ่มจาก AirBnB แพลตฟอร์มบริการหาที่พักปล่อยเช่า ที่มีรายได้จากค่าบริการจากเจ้าของสถานที่ เรียกว่าได้รับผลกระทบเต็มๆจากการที่การท่องเที่ยวต้องหยุดชะงักจากการเก็บตัวอยู่บ้าน ทางบริษัทเองได้ประกาศปลดพนักงานออกถึง 1,900 คน

Airbnb

ในส่วนของ Yelp เว็บและแอปรีวิวร้านอาหารชื่อดังก็มีการปลดพนักงาน 1 ใน 3 ออกไป เนื่องจากจากร้านอาหารและบาร์ต่างๆก็ปิดตัวชั่วคราวหลังจากที่เกิด COVID-19

ส่วนบริการ Co-Working Space อย่าง WeWork ก็มีสถานการณ์ไม่สู้ดีมาตั้งแต่ก่อนเกิด COVID-19 แล้ว ซึ่งทางผู้ลงทุนรายหลักอย่าง Softbank ก็มีทีท่าจะลงทุนซื้อกิจการเพื่อแก้วิกฤตในครั้งนี้ แต่เมื่อเกิดไวรัสระบาดขึ้น ส่งผลให้ดีลนี้ถูกล้มเลิกไป

ที่มา BBC