ช่วงนี้หลายคนคงจะเคยได้ยินคำว่า NFT กระเด็นเข้าหูไม่ก็เห็นผ่าน ๆ ตาอยู่บ้าง แล้วเจ้า NFT นี้คืออะไรกันแน่ทำไมอยู่ดี ๆ เริ่มมาเป็นกระแส

 

NFT นั้นย่อมาจาก Non-Fungible Token เป็นชื่อเรียก Cryptocurrency ประเภทหนึ่ง เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลกไม่สามารถทำซ้ำหรือคัดลอกได้ ต่อให้มีการก๊อบปี้ไปแต่ต้นฉบับของจริงจะมีอยู่เพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น ส่วนโทเคน NFT ก็เป็นเหมือนโฉนดเพื่อแสดงความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ชิ้นนั้น แต่แม้ว่า NFT กับ Cryptocurrency ที่ต่างก็เป็นเป็นสินทรัพย์ดิจิทัลที่ทำงานอยู่บนเทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ทั้งคู่ แต่ก็มีจุดที่แตกต่างกันอยู่ คือ

ข้อแรก: NFT แต่ละเหรียญมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทดแทนกันไม่ได้

ไม่เหมือนกับเงินจริง ๆ หรือ Cryptocurrency ที่เป็น Fungible Token คือ ทุกเหรียญในสกุลเงินนั้นไม่มีความแตกต่างกันสามารถใช้ซื้อขาย แลกเปลี่ยนแทนกันได้หมด แต่ NFT เป็นสินทรัพย์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่สามารถนำเอา NFT หรือโทเคนอื่นมาทดแทนได้ ตัวอย่างเช่น เพื่อนขอยืมเงิน 1000 บาท เราก็ให้แบงก์พันไปและเมื่อเพื่อนนำเงินมาคืนก็ไม่จำเป็นต้องเอาแบงก์ร้อยใบเดิมมาคืนก็ได้ จะนำเหรียญห้า เหรียญสิบ แบงก์ยี่สิบ แบงก์ห้าสิบ หรือแบงก์ร้อยใบอื่นมาคืนเราก็ว่าอะไรไม่ได้ขอให้มันรวมกันได้ 1000 บาทเท่ากันก็พอ  เพราะมีมูลค่าเท่ากันสามารถใช้ทดแทนกันได้ แต่ NFT นั้นก็เหมือนกับงานศิลปะที่มีอยู่ชิ้นเดียวในโลก ถ้าเราตั้งใจจะซื้อภาพนี้ก็ต้องได้โทเคนของภาพนี้เท่านั้น จะเอาโทเคนอื่นมาให้แทนไม่ได้เพราะมันเป็นคนละภาพกัน  

ข้อสอง: NFT ใช้แลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าไม่ได้

ปัจจุบันเราสามารถนำ Cryptocurrency ไปใช้เป็นตัวกลางในการทำธุรกรรม หรือนำไปซื้อขาย แลกเปลี่ยนสินค้าใช้แทนเงินสดได้ในร้านค้าหรือบริการที่รับชำระด้วยเหรียญดิจิทัล เช่น นำบิทคอยน์ไปจ่ายค่าอาหาร, ใช้ Dogecoin ซื้อรถยนต์ เป็นต้น แต่สำหรับ NFT จะไม่สามารถนำไปใช้ซื้อขายสินค้าอื่นได้เลยนอกจากจะนำตัว NFT ออกมาขายเอง เช่นนั้นแล้ว NFT ก็เหมือนสิ่งที่ใช้แทนสิทธิ์ครอบครองสินทรัพย์ที่จำเพาะเจาะจงนั่นเอง

ข้อสาม: ต้องซื้อขาย NFT แบบเต็มหน่วยเท่านั้น

ปกติเวลาซื้อเหรียญดิจิทัลที่เป็นคริปโทเคอร์เรนซี สามารถซื้อเป็นหน่วยย่อยแค่ 0.000001 หน่วย ตามเงินลงทุนที่เรามีก็ทำได้ ในขณะที่ NFT ต้องซื้อมูลค่าเต็ม 1 หน่วยเท่านั้น จะซื้อเป็นหน่วยย่อยไม่ได้ อย่างเช่น คนขายก็ต้องขายทั้งรูป คนซื้อก็ต้องซื้อทั้งรูป เพราะผู้ที่ถือครองต้องเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียว ไม่สามารถแบ่งรูปออกเป็นเสี้ยว ๆ แล้วแบ่งขายกระจายความเป็นเจ้าของส่วนหนึ่งของรูปได้

ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ NFT จึงอยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ที่มีความเฉพาะตัวสูง หายาก เช่น ผลงานศิลปะ หรือที่เรียกว่า Crypto Art ภาพถ่าย ภาพ Meme เพลง วิดีโอ ของสะสม การ์ดเกม กีฬา การ์ตูน รวมทั้งงานแฟชั่นด้วย พูดง่าย ๆ ว่าอะไรก็ตามที่เป็นเอกลักษณ์ชิ้นเดียวในโลกก็สามารถนำมาแปลงให้อยู่ในรูปแบบ NFT ได้ทั้งสิ้น

หรือแม้แต่เหล่า Streamer หรือ Youtuber ที่ดัง ๆ ก็ได้มีการทำ NFT Token มาขายเพื่อใช้แลกสิทธิ์การเข้าชมแบบ Exclusive ที่มีจำกัดอย่างเช่น รายการพิเศษเฉพาะแฟนคลับที่เข้าชมได้จำกัด ทำให้ NFT Token นี้ราคาพุ่งสูงตามความต้องการของแฟนคลับ ซึ่งก็ไม่ต่างกับบัตร Fan Meeting กับศิลปินนั่นเอง (อนาคตบัตร Fan Meet พบน้องลิซ่าแบบส่วนตัวก็อาจมาในรูปแบบ NFT Token ก็ได้ใครจะไปรู้)

ตัวอย่างงาน NFT ที่ประมูลขายได้ในราคาสูง

Punk #6965 นี้ขายไปได้ในราคา 1.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (48 ล้านบาท)

Everydays : The First 5000 Days : ราคา 2.2 พันล้านบาท งานศิลปะที่ขายได้แพงที่สุด

ของไทยเราก็มีอย่างเช่น เนื้อเพลงรักไม่ยอมเปลี่ยนแปลงของติ๊ก ชีโร่ ขายไปได้ประมาณ 2 แสนบาท

สิทธิ์ของผู้ซื้อ NFT

NFT คือการแสดงสิทธิการเป็นเจ้าของเหรียญดิจิทัลเท่านั้น ไม่ใช่การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในผลงาน ดังนั้นแม้เราจะซื้อ NFT มาแล้ว แต่เจ้าของลิขสิทธิ์ยังเป็นศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานออกมาเว้นแต่จะมีการทำสัญญาโอนลิขสิทธิ์อย่างชัดเจน

การซื้อผลงาน NFT ต้องทำความเข้าใจสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing Agreement) หรือข้อกำหนดต่าง ๆ (Terms of Use) ว่าเรามีสิทธิ์ในผลงานที่ซื้อมามากน้อยแค่ไหน เช่น NFT บางเหรียญอาจกำหนดเงื่อนไขในลักษณะต่อไปนี้

  • ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น แต่ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์
  • ไม่อนุญาตให้ผู้ซื้อนำไปทำซ้ำ แก้ไข ดัดแปลง ตัดต่อ 
  • อนุญาตให้ผู้ซื้อนำไปขายต่อได้ แต่เจ้าของลิขสิทธิ์จะได้รับค่าลิขสิทธิ์ทุกครั้งที่มีการขายเปลี่ยนมือ เป็นต้น

เช่นนั้นแล้วหากเราอยากได้ งานศิลปะของศิลปินท่านใดก็ต้องดูเงื่อนไขให้ชัดเจนว่าเอามาทำอะไรได้ อย่างซื้อเพลงมาเจ้าของผลงานอาจกำหนดว่าใช้เพื่อฟังส่วนตัวเท่านั้น ก็ต้องดูกันให้ดี

ซื้อขายกันอย่างไรแล้วเชื่อถือได้มากน้อยแค่ไหน?

ปกติแล้ว NFT นั้นซื้อขายกันด้วยเงินดิจิทัลสกุล Ethereum (ETH) จึงต้องมีเงินสกุลนี้เก็บไว้ใน Wallet ของเราด้วย และจะซื้อขายกันใน NFT Marketplace หรือตลาดซื้อขายงาน NFT ซึ่งมีอยู่หลายเว็บไซต์ ที่ดังในหมู่นักสะสมก็คือ OpenSea, Rarible, Foundation.app, SuperRare ฯลฯ โดยเป็นที่ที่ให้คนที่ต้องการขายผลงาน NFT ได้มาเจอกับผู้ซื้อ 

แล้ว NFT Token นี้จะเชื่อถือได้แค่ไหน ก็ขอยกตัวอย่างโฉนดที่ดินซึ่งในการซื้อขายที่ดินกันเราจะได้มาแค่โฉนดที่ดินเพื่อยืนยันว่าเราเป็นเจ้าของที่ดิน และโฉนดที่ดินนี้จะสามารถตรวจสอบได้ว่าเป็นของจริงหรือปลอมได้ที่กรมที่ดิน ถ้ายืนยันว่าจริงก็ใช้ซื้อขายได้เลย ในกรณีของ NFT Token นั้นผู้ยืนยันความถูกต้องของสิทธิ์ก็คือระบบ Blockchain ซึ่งโปร่งใสตรวจสอบได้และการจะเปลี่ยนแปลงข้อมูลปลอมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

****************************************************************************************

NFT นั้นอาจเป็นช่องทางที่ทำให้เหล่าศิลปินได้นำผลงานของตอนออกขายสู่ตลาดทั่วโลกได้ง่ายขึ้น หรือแม้แต่เปลี่ยนงานศิลปะหรือผลงานต่าง ๆ จากออฟไลน์มาอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัล และทำให้คนทั่วโลกเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพิ่มโอกาสการขายงาน และเพิ่มมูลค่าให้งานชิ้นนั้นได้ แต่หากคุณเป็นนักลงทุนหรือคิดจะเป็นนักเก็งกำไรแล้วละก็คงต้องคิดให้ดี ๆ หากจะคิดลงเงินเพื่อให้ได้มาเพื่อสินทรัพย์ดิจิทัลนี้

******************************************************************************

อ้างอิง 

https://money.kapook.com/view248329.html

https://www.moneybuffalo.in.th/cryptocurrency/nft-cryptocurrency-blockchain

https://ichi.pro/th/nft-ni-kha-ngay-laea-khun-khwr-lngthun-ni-hnung-hrux-mi-175893320777069